|
โดย กองบรรณาธิการ
“ประชานิยม” คำฮิตที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงกันเป็นอย่างมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา เชื่อกันว่าคนรุ่นใหม่ๆ รู้จักคำคำนี้ในช่วงที่มีการล่มสลายทางเศรษฐกิจของประเทศอาร์เจนตินา แต่สำหรับบางคนอาจจะเพิ่งมาได้ยินในช่วงที่อุณหภูมิทางการเมืองบ้านเราเริ่มร้อนระอุ
หากกล่าวกันตามความจริงแล้ว แนวคิดประชานิยมนี้มิใช่เป็นสิ่งเลวร้ายแต่อย่างไร เพราะโดยพื้นฐานแล้วมันก็คือ การพยายามตอบสนองความต้องการของประชาชนหมู่มาก ซึ่งก็ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกอะไร หากผู้หยิบยกแนวคิดนี้มาใช้ ต้องการกุมเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนเพื่อผลลัพธ์ทางการเมือง แต่ก็อย่างที่ทราบกันดีว่า อะไรที่มากเกิน สุดโต่งเกินไป ก็มักจะส่งผลร้ายด้วยเช่นกัน ภาพการล้มครืนของอดีตนายกรัฐมนตรี คงจะเป็นคำตอบสุดท้ายของความสุดโต่งนั้นได้เป็นอย่างดี
ภาพลักษณ์เก่าๆ ทั้งหมดนั้นได้ทำให้คำว่า “ประชานิยม” ติดลบในสายตาของคนทั่วไป แต่เมื่อไม่นานมานี้ มีนายธนาคารคนหนึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ปี 2006 ซึ่งถือกันว่าเป็นที่สุดของรางวัลโนเบล ด้วยแนวคิดเชิงประชานิยมที่เขาคิดค้นขึ้น โดยแนวคิดดังกล่าวนี้มีชื่อเรียกอันแสนกิ๊บเก๋ว่า “ไมโครเครดิต”
ไมโครเครดิตได้รับการคิดค้นและพัฒนาโดยมูฮัมหมัด ยูนุส (Mohammed Unus) นายธนาคารและนักเศรษฐศาสตร์ชาวบังคลาเทศ โดยหลักการของแนวคิดดังกล่าวก็คือ การปล่อยเงินกู้เพื่อคนยากจนและผู้ประกอบการรายจิ๋ว เพื่อให้บุคคลเหล่านี้ได้มีโอกาสลืมตาอ้าปากได้
ไม่เพียงตัวของยูนุสเท่านั้นที่ได้รับรางวัลในปีนี้ ธนาคารกรามีน (Grameen Bank) ซึ่งเขาเป็นผู้ก่อตั้งก็ได้รับรางวัลควบคู่กันไปด้วย โดยวัตถุประสงค์หลักในการก่อตั้งธนาคารนี้ก็เพื่อเป็นแหล่งเงินกู้สำหรับผู้ที่ฐานะยากจนและไม่มีเครดิตด้านการเงิน
ยูนุส เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2006 จบการศึกษาจากสหรัฐอเมริกา โดยได้รับทุนฟูลไบรท์ หลังเรียนจบเขาเดินทางกลับบ้านเกิดในปี 2517 ทันทีที่กลับถึงบ้านเกิด ยูนุสก็ต้องตกตะลึงเมื่อได้เห็นความอดอยากที่เกิดขึ้นกับบังคลาเทศบ้านเกิดของตน เขาจึงมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านต่าง ๆ เพื่อดูว่าจะสามารถทำอะไรได้บ้าง ยูนุสพบว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้หญิงต้องตกเป็นหนี้เจ้าหนี้หน้าเลือดทั้งหลาย จึงเกิดความคิดริเริ่มที่จะผลักดันให้เกิดการบริหารงานธนาคารท้องถิ่นขึ้น เพื่อปล่อยสินเชื่อให้กับชาวบ้าน แต่ผู้ประกอบการธนาคารทั้งหลายกับบอกว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะปล่อยกู้โดยไม่มีผู้ค้ำประกัน
ยูนุสจึงตัดสินใจก่อตั้งธนาคารของตัวเองขึ้น โดยใช้ชื่อว่า “กรามีน” ที่มีความหมายในภาษาบังคลาเทศแปลว่า "หมู่บ้าน" เพื่อพิสูจน์ว่าการปล่อยเงินกู้ให้กับคนจนไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ยูนุสมีความเชื่อส่วนตัวว่าธุรกิจธนาคารควรเกิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือคนยากจนแทนที่จะมุ่งเน้นหากำไรจากคนจนเพียงอย่างเดียว “ธนาคารทั่วไปพยายามไม่ให้เงินกู้แก่คนจน เพราะถือว่าไม่มีความสามารถ แต่สำหรับกรามีน เราได้แสดงให้เห็นแล้วว่าความคิดนั้นไม่ถูกต้อง ที่ผ่านมาเราได้ปล่อยกู้ขอทานจำนวน 55,000 คน เพื่อกระตุ้นให้พวกเขาเริ่มต้นทำธุรกิจ ซึ่งปรากฏว่าได้ผล เพราะความเป็นจริงแล้ว ทุกคนมีศักยภาพเหมือนกัน จะขาดก็เพียงแต่โอกาสเท่านั้น” ยูนุสอธิบายแนวคิดของเขา
“หลักการของกรามีน เป็นหลักการที่อยู่ตรงกันข้ามกับหลักการของธนาคารพาณิชย์ทั่วไปโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ ธนาคารพาณิชย์ทั่วไปตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่า ยิ่งคุณมีเงินมากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งได้เงินจากธนาคารมากเท่านั้น หมายความว่า ถ้าคุณไม่มีเงินหรือมีเงินน้อย คุณก็จะไม่ได้อะไรเลย ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ประชากรกว่าครึ่งโลกไม่สามารถใช้บริการของสถาบันการเงินได้ ระบบธนาคารพาณิชย์อิงอยู่กับหลักประกัน ในขณะที่ของกรามีนนั้นไม่จำเป็น”
“ธนาคารกรามีนเริ่มต้นจากความเชื่อที่ว่า สินเชื่อเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่ง และสร้างระบบที่ให้สิทธิพิเศษในการปล่อยกู้ให้กับคนที่ไม่มีอะไรก่อน หลักการของกรามีนนั้นไม่ได้ตั้งอยู่บนการตีค่าสินทรัพย์ของผู้กู้ แต่ตั้งอยู่บนศักยภาพของเขา กรามีนเชื่อว่ามนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะรวยหรือยากจน ล้วนมีศักยภาพที่ไม่สิ้นสุด ธนาคารทั่วไปประเมินค่าของทรัพย์สินที่คนหามาได้แล้ว ในขณะที่กรามีนประเมินศักยภาพซ่อนเร้นของปัจเจกชนที่รอวันแสดงออก” ยูนุสกล่าว
นับตั้งแต่มีการก่อตั้งธนาคารกรามีนขึ้น ได้มีการปล่อยสินเชื่อหรือเงินกู้ไปแล้วทั้งสิ้น 5,720 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 217,360 ล้านบาท และมีการชำระหนี้คืนธนาคารแล้ว 5,070 ล้านดอลลาร์ ซึ่งอัตราส่วนในการชำระคืนหนี้สูงถึงร้อยละ 98.85 โดยการปล่อยสินเชื่อรายย่อยนี้ได้ช่วยเหลือชาวบังคลาเทศที่ยากจนได้มากถึงกว่า 5 ล้านคน
คณะกรรมการโนเบลระบุว่า เหตุผลที่มอบรางวัลให้กับยูนุสและธนาคารกรามีนของเขานั้น เป็นเพราะความพยายามในการสร้างเศรษฐกิจและพัฒนาสังคมจากขั้นต่ำ ซึ่งสันติภาพไม่มีทางบังเกิดขึ้นอย่างแน่นอน หากประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่สามารถฝ่าด่านความยากจนไปได้ และสินเชื่อรายย่อยก็เป็นเครื่องมือหนึ่งในการแก้ปัญหา นอกจากนี้การพัฒนาจากขั้นต่ำสุดยังช่วยสนับสนุนประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนให้ก้าวหน้า ซึ่งยูนุชและกรามีนแสดงให้เห็นว่า แม้แต่ในคนที่ยากจนที่สุดก็ยังสามารถพัฒนาขึ้นด้วยตัวเองได้
เรื่องราวของยูนุสและธนาคารของเขาเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า เครื่องมือทุกอย่างในโลก ไม่มีสิ่งใดดีหรือเลวแต่ถ่ายเดียว ขึ้นอยู่กับผู้ที่เลือกใช้มันว่าจะเข้าใจเครื่องมือที่เขาใช้หรือไม่ และใช้เครื่องมือนั้นเพื่ออะไร “ประชานิยม” อาจจะเป็นแนวคิดที่ดีก็ได้ หากผู้ใช้ตั้งใจใช้มันเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง
*****
บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทบิสคอนส์ พับลิชชิ่ง จำกัด หากผู้ใดต้องการจะนำไปเผยแพร่ โปรดแสดงบทความทั้งหมด โดยที่ไม่มีการแก้ไขส่วนใดส่วนหนึ่งของบทความ และโปรดทำลิ้งค์เชื่อมโยงแสดงที่มาของบทความนี้ด้วย
ขอบคุณค่ะ
*****
|