|
โดย กองบรรณาธิการ
เครื่องมือสำหรับนักลงทุนในบ้านเรามีมากมายหลายอย่างในหลายๆ ตลาด เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ อสังหาริมทรัพย์ พันธบัตร หุ้นกู้ กองทุนรวม ฯลฯ ซึ่งแต่ละตัวก็จะมีคุณลักษณะที่แตกต่างกันออกไป
แต่เครื่องมือหนึ่งที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้น "หุ้นสามัญ" หรือ "หุ้น" ซึ่งเจ้าหุ้นนี้ก็จะมีสถานที่ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนซื้อขายก็คือ "ตลาดหลักทรัพย์"
ช่วงเวลาตั้งแต่อดีตที่มีการจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์ขึ้นมา จนกระทั่งถึงปัจจุบัน มีผู้ที่เรียกตัวเองว่านักลงทุนมากมาย พยายามเข้าไปในตลาดเพื่อหาช่องทางสร้างผลตอบแทนให้กับตนเองจากเครื่องมือนี้อยู่เสมอ แต่ถ้าเราได้สังเกตให้ดีแล้วจะพบว่า ?นักลงทุน? เหล่านั้นแท้ที่จริงแล้ว บางส่วนเป็นนักลงทุนเฉพาะเพียงแต่ในนามที่ทางตลาดหลักทรัพย์ หรือโบรกเกอร์ใช้เรียกเท่านั้น แต่โดยเนื้อแท้แล้ว พวกเค้าคือ ?นักพนัน? หรือ ?นักเสี่ยงโชค? เท่านั้นเอง
ทำไมถึงกล่าวเช่นนั้น ที่จริงแล้วความแตกต่างที่สำคัญประการหนึ่งของคนสองกลุ่มนี้ก็คือ?ผู้ที่จะเรียกว่าเป็นนักลงทุนได้นั้น จำเป็นต้องรู้จักเครื่องมือที่เขากำลังเลือกใช้งานอยู่เป็นอย่างดี มีความเข้าใจในกติกาของเกมที่เขากำลังเล่น ตระหนักอยู่เสมอถึงกลยุทธ์ที่เขาเลือกใช้ และสามารถวางแผนรับมือกับผลลัพธ์ในแนวทางต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากการตัดสินใจตามกลยุทธ์ที่เขาเลือกใช้
เมื่อลองมาพิจารณาแนวทางในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตัดสินใจที่ ?นักลงทุน? หรือ ?นักแสวงโชค? มีใช้กันอยู่จริงๆในปัจจุบัน ก็พอจะสรุปคร่าวๆได้เป็น อันแรกคือ แนวทางการวิเคราะห์จากปัจจัยทางเทคนิค ทางที่สองคือ การวิเคราะห์จากปัจจัยพื้นฐาน และสุดท้าย การคาดเดาตามกระแส (ข่าวลือ)
การพิจารณาจากปัจจัยทางเทคนิค เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลแนวโน้ม และการหาสัญญาณที่เหมาะสมของการซื้อหรือการขาย ข้อมูลหลักพื้นฐานที่จะถูกนำมาใช้ในกระบวนการวิเคราะห์ก็คือ การเคลื่อนไหวของปริมาณการซื้อขาย และราคาในอดีต โดยการวิเคราะห์แบบนี้มีสมมติฐานก็คือ
1. ผู้คนเข้ามาซื้อขายด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล
2. เชื่อว่าทุกอย่างมีวัฏจักรที่จะเกิดรูปแบบซ้ำเดิม และ
3. เชื่อว่ามีคนที่รู้ข้อมูลภายในก่อนคนอื่นเสมอ
ถ้าถามว่าการวิเคราะห์แบบนี้มีประโยชน์หรือไม่ ก็ต้องตอบว่า มีอย่างแน่นอน เพราะด้วยตัวของมันเองก็สามารถบอกแนวโน้มที่ค่อนข้างเที่ยงตรงได้ในระดับหนึ่ง แต่ทั้งนี้ต้องอยู่บนเงื่อนไขที่ว่าข้อมูลต่างๆ ที่ถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์นั้นสะท้อน demand และ supply จริงของตลาด แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ในความเป็นจริง มีโอกาสที่จะมีบุคคลบางคนหรือบางกลุ่ม สามารถเข้าไปกระทำบางอย่างซึ่งผลักดันให้เกิดสัญญาณบางอย่างจากผลการวิเคราะห์ที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงในทิศทางที่บุคคลเหล่านั้นต้องการได้ เนื่องจากข้อมูลพื้นฐานที่จะถูกนำมาใช้วิเคราะห์คือ ปริมาณการซื้อขาย และราคา ซึ่งทั้งสองตัวนี้มีโอกาสจะถูกสร้างให้เป็นไปแนวทางที่ไม่สะท้อนคงวามต้องการซื้อ-ขายจริงของตลาดได้ง่าย โดยเฉพาะกับหุ้นบางตัว ถ้าข้อมูลตั้งต้นไม่สะท้อนความเป็นจริงแล้ว สัญญาณต่างๆที่เกิดขึ้นจากการวิเคราะห์ก็มีแนวโน้มที่จะเป็นสัญญาณที่ชี้ไปในทิศทางที่กลุ่มผู้สร้างข้อมูลต้องการได้
ดังนั้นผู้ที่จะใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิค เป็นเครื่องมือวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจ พึงให้ความสำคัญในการคัดสรรหุ้นที่มีปัจจัยเสี่ยงน้อยที่จะถูกควบคุมการเคลื่อนไหวของราคาจากคนเพียงบางกลุ่มได้
การวิเคราะห์ด้วยปัจจัยพื้นฐาน แนวคิดของการวิเคราะห์แบบนี้ก็คือ จะพิจารณาจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่สามารถส่งผลต่อความสามารถในการเติบโต และสถานะของกิจการนั้นๆ แล้วจึงเปรียบเทียบมูลค่าของกิจการที่ได้จากการวิเคราะห์นั้นเปรียบเทียบกับราคาของตลาดในปัจจุบัน ซึ่งปัจจัยที่จะนำมาพิจารณานั้นมีทั้ง ปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอก ซึ่งข้อมูลหลักตัวหนึ่งที่จะถูกนำมาวิเคราะห์ด้วยเสมอก็คือ งบการเงินของกิจการนั้นๆ เนื่องจากเป็นตัวบอกสถานะของบริษัทในอดีตที่ผ่านมา?และยังอาจจะบอกถึงแนวโน้มทิศทางที่บริษัทจะเดินต่อไปด้วย
สิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการใช้แนวคิดนี้ในการวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจก็คือ ความสามารถในการอ่านและทำความเข้าใจตัวงบการเงิน ว่าตัวเลขแต่ละตัวมีความหมายเช่นไร ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของค่าต่างๆบอกอะไรกับเราบ้างถึงสถานะของบริษัท ตรงส่วนใด คือ ข้อมูลที่ควรระมัดระวังและควรให้ความใส่ใจ เนื่องจากอาจถูกเล่นกลตกแต่งให้เกิดความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องได้ และนอกจากข้อมูลที่เป็นตัวเลขในงบการเงินแล้ว หมายเหตุประกอบงบการเงินต่างๆที่เป็นตัวหนังสือก็มีความสำคัญที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
และแนวทางสุดท้าย ก็คือ การเล่นตามกระแสข่าวที่มีในตลาดหรือในห้องค้า กระบวนการก็ไม่ซับซ้อนอะไรมาก ถ้าหุ้นตัวไหนมีข่าวว่าราคาจะวิ่ง เราก็รีบเข้าไปซื้อตาม และรอหาจังหวะขายทำกำไรออกมา แนวทางนี้อยู่บนสมมติฐานที่ว่า ข่าวที่เราได้มามีความรวดเร็วเพียงพอและยังจะมีคนที่เชื่อตามกระแสข่าวนี้อยู่อีกพอสมควร เพราะถ้าบังเอิญเราเป็นคนสุดท้ายที่รู้ข่าวนี้ ในขณะที่คนอื่นๆกำลังจะเลิกเล่นข่าวนี้แล้ว บรรดานักลงทุนแบบเก็งกำไรก็อาจจะต้องแปรสภาพเป็น ?นักลงทุนระยะยาว? โดยไม่ได้ตั้งใจก็เป็นได้
ในที่สุดแล้วไม่ว่านักลงทุนแต่ละท่านจะเลือกใช้แนวทางใด หรือหลายแนวทางผสมกันก็ตาม ข้อสำคัญก็คือต้องเรียนรู้ และเข้าใจ ถึงข้อควรระวังและปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะส่งผลกระทบให้ผลลัพธ์ของการลงทุนที่อาจจะออกมาไม่ตรงกับที่คาดหวังไว้ได้ เนื่องจากธรรมชาติของการลงทุนนั้นเราไม่สามารถควบคุมทุกปัจจัยให้เป็นไปในแนวทางที่เราต้องการได้ทั้งหมด เพราะสุดท้ายแล้วความเสี่ยงและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับนักลงทุนไม่ได้เกิดจากตัวเครื่องมือที่ใช้ลงทุน แต่จะมาจากตัวนักลงทุนเองที่ไม่รู้จักประมาณตัวเองมิได้ตัดสินใจบนหลักการที่มีเหตุผลรองรับ จึงทำให้ไม่สามารถมองได้รอบด้านเพียงพอ และละเลยการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับตัวเอง?
*****
บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทบิสคอนส์ พับลิชชิ่ง จำกัด หากผู้ใดต้องการจะนำไปเผยแพร่ โปรดแสดงบทความทั้งหมด โดยที่ไม่มีการแก้ไขส่วนใดส่วนหนึ่งของบทความ และโปรดทำลิ้งค์เชื่อมโยงแสดงที่มาของบทความนี้ด้วย
ขอบคุณค่ะ
*****
|