|
โดย ทวีวัฒน์ สุวรรณชาศรี
มีผู้อ่านหลายท่านส่ง E-mail มาคุยกับผมเรื่องวิธีการลงทุน หลายท่านถามผมว่าทําไมผมถึงเลือกที่จะเป็นนักลงทุนเน้นคุณค่า คำถามนี้ทำให้ผมได้นั่งคิดทบทวนกับตัวเองเป็นอย่างดี หลังจากนั่งทบทวนอยู่สักพัก ผมก็ได้คำตอบที่เป็นเหตุผลของตัวเองดังนี้ครับ...
เพราะ Value Investment เหมาะกับคนที่ไม่มีเวลาเฝ้าจอหุ้นทั้งวัน คือผมสามารถไปทําอย่างอื่นที่ผมต้องการได้ในขณะที่เงินของผมก็ทํางานแทนผมเช่นกัน ซึ่งก็ตรงกับ Concept ใช้เงินทํางานแทนเรา เพราะการที่เราเฝ้าจอหุ้นนั้นมันเหมือนกับเราทํางานเอง ไม่ได้ใช้เงินทํางานแทน เพราะเราต้องนั่งเฝ้า ไปไหนไม่ได้ ซึ่งผมถือว่านั่นยังเป็นการทำงานอยู่
การลงทุนเน้นคุณค่า เป็นวิถีแห่งความสมดุล ผมคิดว่าการลงทุนที่ดีนั้น เราต้องกินอิ่มนอนหลับ ตอนที่ผมเริ่มเล่นหุ้นในช่วงแรกๆ นั้น ผมเล่นแบบเก็งกําไร ซึ่งสามารถทำกำไรได้อย่างรวดเร็ว (เร็วกว่า วิธี Value มาก) แต่เวลาขาดทุนก็ไวไม่แพ้กัน ที่สำคัญผมต้องรู้สึกเป็นกังวลอยู่ตลอดเวลาว่าหุ้นจะขึ้นไหม และจะลงแค่ไหน เรียกว่าต้องมานั่งดูแนวโน้ม Set Index และ Dow Jones ก่อนนอนทุกครั้ง ผมรู้สึกกระวนกระวายใจและนอนไม่ค่อยหลับช่วงที่เป็นตลาดหมีหรือหุ้นตกหนักๆ แต่หลังจากผมศึกษาแนวทางการลงทุนเน้นคุณค่าอย่างจริงจัง และนํามาใช้ก็พบว่าอาการต่างๆที่คล้ายกับโรคประสาทอ่อนๆได้หายไป ภาวะทางอารมณ์ผมกลับเป็นปกติ แทบไม่กังวลอะไรอีกเลย นั่นก็เพราะว่าแนวทางนี้สอนให้เรารู้ว่าเรากําลังทําอะไรอยู่นั่นเอง ตลาดจะเป็นยังไงก็ไม่สําคัญเท่ากับเรารู้ว่าเรากําลังทําอะไรอยู่รึเปล่า โดยส่วนตัวผมมองว่าแนวทางนี้เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับพุทธะได้เป็นอย่างดีครับ
แนวทางนี้ตรงกับนิสัยผมมากๆ ครับ เนื่องจากผมเป็นคนค่อนข้างประหยัด จะว่าไปแล้ววิธีการลงทุนแบบเน้นคุณค่าสามารถนํามาใช้กับหลายๆ เรื่องในชีวิตได้ครับ หลังจากผมเป็นสาวกของสํานัก Value Investment ผมก็ได้พบกับความเปลี่ยนแปลงในชีวิต เวลาผมไปจับจ่ายอะไรก็ตาม แต่ก่อนนั้นถ้าราคาสูงผมมักจะไม่ค่อยสนใจเลย แต่ปัจจุบันผมใส่ใจเรื่องของคุณค่ามากกว่าราคาครับ เรียกว่าไตร่ตรองมากขึ้น เพราะบางทีถ้าเรามองแต่ราคาอย่างเดียวโดยไม่คํานึงถึงมูลค่าเลยเราอาจโดนหลอกได้ครับ โลกเรานี้ก็เหมือนเมืองมายานั่นแหละครับ Value Investment สอนให้รู้ว่าของที่ราคาสูงไม่ได้แปลว่าแพง ของราคาตํ่าไม่ได้แปลว่าถูกครับ เพราะถ้าของถูกแล้วทําให้เป้าหมายในการใช้ของเราไม่บรรลุ แถมช้าลงอีกก็อาจจะสร้างความเสียหายได้ ทีนี้ก็จะแพงแล้วครับ เพราะเราอาจจะต้องไปซื้อใหม่มาแทน แทนที่จะเสียเงินครั้งเดียวกับต้องเสียถึงสองครั้ง
สําหรับคนที่อยากเป็นนักธุรกิจในสมัยทุนนิยมนี้ การแข่งขันขึ้นอยู่กับทุนเป็นหลักครับ สถิติคือ 95%ของธุรกิจต้องปิดตัวลงภายในเวลาไม่ถึง 5 ปี ซึ่งผมมองว่าถ้าเรารู้ว่าเราทําไปก็ไม่ชนะทําไมเราไม่ยอมเป็นฝ่ายเดียวกับเค้า ซึ่งก็มีธุรกิจมากมายให้เราเลือกที่จะเป็นเจ้าของในตลาดหลักทรัพย์ เราสามารถเลือกซื้อหุ้นตัวไหนก็ได้ แถมธุรกิจเหล่านั้นยังมีผู้บริหารที่มีประสบการณ์อีกต่างหาก เราไม่ต้องไปนั่งบริหารให้ปวดหัว อีกทั้งหากบริหารเองยังไงก็คงสู้มืออาชีพที่ทําอยู่ในอุตสาหกรรมนั้นมานานไม่ได้หรอกครับ แต่สิ่งที่เราต้องทําก็คือ เลือกธุรกิจที่เราอยากจะเป็นเจ้าของและเข้าใจมันให้ถ่องแท้ครับ
กระบวนการเรียนรู้และวิธีคิดแบบนักธุรกิจ สําหรับผู้อ่านที่เคยอ่านหนังสือในชุดของพ่อรวยสอนลูกมาแล้ว ในเล่ม 2 ที่ชื่อ Cash Flow Quadrant หรือเงินสี่ด้านนั้น Robert ได้กล่าวไว้ว่าผู้ที่จะมีอิสรภาพทางการเงินนั้นจะเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในด้านขวาของเงินสี่ด้าน ผมขออธิบายคร่าวๆว่าเงินสี่ด้านประกอบด้วยอะไร สําหรับผู้ที่ไม่เคยอ่านหนังสือที่ผมกล่าวมาครับ เงินสี่ด้านนั้นประกอบด้วย
| Employee |
Business Owner |
| Self-Employed |
Investor |
กลุ่มคนด้านขวานั้นเป็นกลุ่มคนที่ใช้ทรัพย์สินทํางานแทนตนเอง เช่น ช่องขวาบน เจ้าของธุรกิจก็จะมีธุรกิจของตนเอง มีระบบการบริหารที่ทําให้ไม่ต้องเฝ้าทั้งวัน อีกทั้งยังมีเครื่องมือที่ช่วยสร้างกระแสเงินสดอีกมากมาย เช่น ประโยชน์ทางภาษี ทีมงาน เงินทุน เมื่อนําเครื่องมือทั้งหมดมาใช้ร่วมกันก็ก่อให้เกิดกระแสเงินสดและความมั่งคั่งขึ้น กลุ่มคนที่จัดอยู่ในพวกนี้ก็คือ นักธุรกิจ เช่น Bill Gates หรือ Donald Trumps
ส่วนขวาล่างคือ นักลงทุน เช่น Warren Buffet, Peter Lynch, Bill Miller George Soros ผู้แต่งได้กล่าวไว้ว่า การเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นเป็นยากที่สุด อีกทั้งยังเป็นกลุ่มคนที่รวยที่สุดอีกด้วย ดังนั้นผมจึงหาวิธีการที่จะอยู่ในด้านขวาบน แต่ถ้าอยู่ไม่ได้ ด้วยเหตุของปัจจัยต่างๆแล้ว เช่น เงินทุน วิธีคิด ความรู้ ทีมงานยังไม่พร้อมหละ ถ้าเราจะย้ายจากด้านซ้ายไปด้านขวาตรงๆไม่ได้เราก็อาจต้องไปทางอ้อมครับ ก็คือการเป็นนักลงทุนนั่นเอง และผมพบว่าการเป็นนักลงทุนเน้นคุณค่านั้น วิธีคิด นั้นเหมือนกับเจ้าของธุรกิจเลยครับ ซึ่งถ้าหากเราต้องการที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจ จริงๆ ละก็ เราสามารถนำทั้งความรู้ วิธีคิด และประสบการณ์จากการลงทุนไปต่อยอดทีหลังได้ เพราะการเป็นนักลงทุนนั้นก็เหมือนกับเป็นนักธุรกิจแหละครับ เพียงแค่เราไม่ได้บริหารงานในบริษัทแค่นั่นเอง ซึ่ง Value Investment นั้นก็เป็นแนวทางที่สอนให้เราวิเคราะห์ธุรกิจที่เราสนใจจะลงทุน เพราะหุ้นไม่ใช่แค่กระดาษใบหนึ่ง แต่สิ่งที่สําคัญมากในด้านของนักลงทุน คือ จิตใจ กับ ทัศนะคติที่ถูกต้องครับ และ 2 สิ่งนี้ทุกคนฝึกได้ครับ
ผมว่าไม่มีประโยชน์ที่จะมาถามหาวิธีที่ดีที่สุด ซึ่งผมคิดว่าไม่มีหรอกครับวิธีที่ดีที่สุดน่ะ แต่ถ้าเรามองว่าวิธีไหนเหมาะกับเราที่สุด ผมคิดว่ามีครับ และถ้าเราค้นหาเราก็จะพบในที่สุด กล่าวคือปัจจัยต่างๆของแต่ละคนไม่เหมือนกันครับ บางคนอาจไม่มีความสนใจที่จะเล่นหุ้นระยะยาวด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม เค้าก็ไปศึกษา Graph เพราะบางคนที่เก่ง Technical Graph มากๆ ก็มีครับ หรือบางท่าน อาจสนใจกระแสเงินสดแฝง ก็อาจเล่นหุ้นแนว DSM (อ่านได้ที่ Pantip.com ครับในห้องสินธร ในส่วนของคลับอิสรภาพทางการเงิน) และยังมีแนวอีกมากมายแล้วแต่ใครจะคิดได้นั่นเองครับ
อีกเรื่องที่สําคัญคือถ้าเรายึดแนวไหนแล้วก็ควรที่จะใช้แนวนั้นไปเลย การที่เราเปลี่ยนวิธีเล่นหุ้นไปมานอกจากจะส่งผลเสียต่อการลงทุนของเราแล้ว อาจจะทําให้เราหลงทิศ หลงทางได้ อย่างน้อยก็ควรให้เวลากับมันสัก 5 ปีครับ คงไม่นานไปนะสําหรับคนที่คิดจะเป็นนักลงทุน เพราะในระยะสั้น 1-2 ปีนั้นไม่สามารถบอกได้ว่าวิธีการที่ใช้นั้นถูกต้องและเหมาะสมหรือเปล่า เพราะบางทีอาจะเป็นโชคก็ได้ แต่ในระยาวแล้วโอกาสทีโชคจะส่งผลต่อผลตอบแทนของเราก็จะน้อยลง ทีนี้เราก็จะรู้ว่าเราเป็นยังไงต้องปรับปรุงตรงไหนนั่นเอง
จากเหตุผลที่ผมกล่าวมาทั้งหมด ผมจึงเลือกแนวทางนี้ครับ การลงทุนเน้นคุณค่านั้นอาจไม่ใช่การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด แต่เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงตํ่าในขณะที่ผลตอบแทนสูงครับ ในระยะยาวแล้วผมเชื่อว่าแนวทางนี้สามารถชนะตลาดได้ครับ
*****
บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทบิสคอนส์ พับลิชชิ่ง จำกัด หากผู้ใดต้องการจะนำไปเผยแพร่ โปรดแสดงบทความทั้งหมด โดยที่ไม่มีการแก้ไขส่วนใดส่วนหนึ่งของบทความ และโปรดทำลิ้งค์เชื่อมโยงแสดงที่มาของบทความนี้ด้วย
ขอบคุณค่ะ
*****
|