หน้าแรก arrow %E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1 arrow คอนเซ็พท์ของ Financial Freedom arrow “อิสรภาพทางการเงิน” แนวคิดแห่งชีวิต
“อิสรภาพทางการเงิน” แนวคิดแห่งชีวิต พิมพ์ อีเมล์
พุธ, 20 มิถุนายน 2007

200386556-001.jpg

เมื่อกล่าวถึงคำว่า “อิสรภาพทางการเงิน” เชื่อว่าหลายคนคงมีคำนิยามที่แตกต่างกันออกไป บางคนตีความถึงชีวิตที่อิสระ ไร้ข้อจำกัดใด ๆ บางคนอาจนึกถึงการมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องทำงาน หรือการมีเงินทองมากมายที่ใช้เท่าไหร่ก็ไม่รู้จักหมดสิ้น

อันที่จริง คำว่า “อิสรภาพทางการเงิน” ประกอบด้วยสองคำสำคัญรวมกัน นั่นก็คือ อิสรภาพ และเงิน (หรือการเงิน) หากแปลความอย่างง่าย คำว่า “อิสรภาพทางการเงิน” จึงน่าจะหมายความถึง “การมีชีวิตที่อิสระ โดยไม่มีเงินเป็นเครื่องพันธนาการ” 

 

ซึ่งหากคิดกันแบบสุดโต่ง วิธีการที่คนเราใช้ในการจัดการไม่ให้เงินมาเป็นเครื่องพันธนาการนั้น ก็น่าจะมีอยู่สองวิธีด้วยกัน คือ หนึ่ง หาให้มาก มีให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้มีใช้จ่ายอย่างไม่ต้องกังวล หรือสอง ไม่ต้องมีมันเสียเลย จะได้ไม่ต้องคิด ไม่ต้องใส่ใจ ซึ่งก็น่าจะเป็นอีกวิธีที่ทำให้เราหลุดพ้นจากมันได้เช่นกัน แต่เชื่อว่าเกือบร้อยทั้งร้อย คนเราก็คงต้องเลือกวิธีที่หนึ่ง ซึ่งจะว่าไปแล้ว ความคิดที่จะหาเงินให้มากขึ้น มีให้มากขึ้น เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่โดยปราศจากความกังวลทางการเงิน ก็ไม่ได้เป็นเรื่องผิดหรือไม่ดีงามแต่อย่างใด  

 

200386198-001.jpgโลกแห่งเงิน

 

ในปัจจุบัน แทบจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทุกขั้นตอนของชีวิตคนเรานั้น ล้วนแล้วแต่มีเรื่องของเงินเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น จนหลายคนใช้ชีวิตด้วยลมหายใจเข้าออกของเงิน ใช้เงินเป็นเครื่องตัดสินใจว่าจะทำสิ่งใดหรือไม่ทำสิ่งใด ตีความสิ่งต่างๆ รอบตัวด้วยเงิน และมักจะถามตัวเองทุกครั้งที่ต้องตัดสินใจทำอะไรว่า “มันคุ้มหรือไม่”

แล้วอะไรละที่เครื่องตัดสิน “ความคุ้มค่า” ก็ “เงิน” อีกนั่นเอง

ชีวิตของคนในปัจจุบัน หลายคนต้องทำงานตั้งแต่เช้ายันค่ำ อาทิตย์ละ 5-7 วัน ด้วยต้องการเงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หลายคนทำงานจนไม่มีเวลาพักผ่อน ไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัว และที่สำคัญไม่มีเวลาแม้แต่จะคิดถึงอนาคตของตัวเอง

ในความเป็นจริงแล้ว คนเรานั่นเองที่เป็นผู้ผูกโยงชีวิตตัวเองเข้ากับเงิน และทำให้มัน (เงิน) สามารถแสดงพลังอำนาจเกินจริงขึ้นมาได้ เรานั่นเองที่เป็นผู้พันธนาการชีวิตของตัวเอง โดยการใช้ชีวิตอย่างไม่รู้เท่าทัน และสุดท้ายเรานั่นเองที่ต้องเป็นผู้คอยแก้ปัญหาทั้งหมด วนเวียนอยู่อย่างไม่รู้จักจบสิ้น

จุดเริ่มต้นทั้งหมดเกิดจาก การใช้ชีวิตอย่างไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้ว่ากินอยู่อย่างไรที่ตัวเองต้องการ เลยต้องแห่ไปกินตามเขา อยู่ตามเขา ไม่รู้ว่าทำอะไรจึงจะมีความสุข เป็นตัวของตัวเอง ก็เลยต้องแห่ไปเป็นตามเขา ทำตามเขา มองชีวิตแค่วันนี้ สุขแค่วันนี้ ไม่เคยมองวันพรุ่งนี้หรือวันต่อ ๆ ไป เมื่อไม่เป็นตัวเอง ไม่ได้คิดเอง (เพราะแห่ไป) ก็เลยควบคุมไม่ได้ ท้ายที่สุดก็วนมาที่กรอบความคิดในการแก้ปัญหาที่ว่า ทำอย่างไร ถึงจะมีให้มากขึ้น หาให้ได้มากขึ้น เพื่อชีวิตจะได้ดีขึ้น

โดยไม่เคยหยุดคิดแม้แต่นิดเดียวว่า แท้ที่จริงแล้วจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดอยู่ที่ตรงไหน?

 

bb9903-001.jpgทำไมไม่เลือกเป็นในสิ่งที่ตนเองต้องการ

 

 หากมองย้อนกลับไปในอดีต เราจะเห็นว่า วิถีการใช้ชีวิตของคนแต่ละคนในสมัยก่อนนั้นแตกต่างกันไป ตามความรัก ความชอบที่ต่างกัน เราจึงเห็นวิชาชีพที่หลากหลาย (ซึ่งปัจจุบันกำลังจะหมดไป) วัฒนธรรม ประเพณี และสังคมที่หลากหลาย อย่างไรก็ดี ต้องยกความดีความชอบให้กับเศรษฐกิจแบบ “ทุนนิยม” ที่สร้างกระแสของการชื่นชมวัตถุ มาซัดสาดความแตกต่าง และหลากหลายให้กลมกลืนกันเป็นเนื้อเดียวได้อย่างดี ผู้คนมากมายเริ่มละทิ้งถิ่นฐาน ลดละความภูมิใจในวัฒนธรรมและประเพณีของตน รวมถึงความสุข และความดีงามในสังคม หันมามุ่งหาในสิ่งเดียวกันนั่นคือ “ความมั่งคั่งทางวัตถุ”

สภาวะสังคมในปัจจุบัน กำลังเปลี่ยนไปจากเดิมมากมาย ซึ่งทั้งหมดนั้นจะกล่าวโทษแต่กระแสทุนนิยมก็คงมิได้ เพราะทุกสิ่งที่อย่างในโลกล้วนแต่มีข้อดี และข้อเสียด้วยกันทั้งสิ้น อยู่ที่ว่าใครจะหยิบ หรือหันเอาด้านใดมาใช้กับตัวเอง การเปลี่ยนไปของสังคมส่งผลกระทบที่ชัดเจนถึงหน่วยที่เล็กที่สุดในสังคม นั่นก็คือ “คน”

เมื่อกระแสสังคมผูกโยงกับวัตถุ มีหรือที่ผู้คนจะไม่เป็นเช่นนั้นตามไปด้วย “เงิน” เริ่มเข้ามามีบทบาททางความคิด และการตัดสินใจของคนมากขึ้นเรื่อย ๆ เด็กอยากจะเป็นอะไรก็ไม่ได้เป็น เพราะพ่อแม่กลัวว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้แล้วจะไม่มีเงิน วิชาชีพและองค์ความรู้บางอย่างตายไป เพราะองค์ความรู้ หรือวิชาชีพนั้นไม่ใช่สิ่งที่คนนิยม และไม่สามารถแปลงมูลค่าเป็นเงินจำนวนมากได้ “ความรัก” และ “ความสุข” หายไป ผู้คนตื่นนอนตอนเช้าไปทำงาน เพราะเงิน ไม่ใช่เพราะรักที่จะทำ หรือเพื่อสร้างสรรค์คุณค่าให้กับตนเอง และสังคม

ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว การได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ถือได้ว่าเป็นสุดยอดของการทำงาน เพราะตลอดเวลาที่เราได้อยู่ ได้ทำ ได้สร้างสรรค์งานที่รัก และชอบนั้น เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขอย่างแท้จริง ปราศจากแรงเสียดทานในการทำงาน เพราะไม่รู้สึกว่ากำลังทำงานด้วยซ้ำ แต่ในปัจจุบันน้อยคนนักที่จะทำได้เช่นนี้ สาเหตุสำคัญก็มาจาก การติดบ่วงพันธนาการทางการเงิน นั่นเอง

หากท่านมีโอกาสพูดคุย แลกเปลี่ยน หรือแบ่งปันแนวคิดเรื่องของอิสรภาพทางการเงินให้แก่ผู้คนรอบตัว คำพูดหนึ่งที่มักจะได้ยินอยู่เสมอก็คือ “จะให้ไม่คิดถึงเรื่องเงินทองได้อย่างไร ในเมื่อชีวิตต้องกินต้องใช้” คำกล่าวนี้นี้ไม่ได้ผิดอะไรเลย แถมยังถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ หากแต่ว่าคนที่พูดส่วนใหญ่ไม่เคยมองดูการใช้จ่ายของตัวเองเลยว่าเป็นอย่างไร คำอ้างที่ยอดเยี่ยมของพวกเขาก็คือ “มันจำเป็น”

 

อะไร คือ ความจำเป็นในชีวิต?

 

คงไม่มีเกณฑ์ หรือบรรทัดฐานใดเป็นตัวกำหนด และไม่จำเป็นที่ความจำเป็นของแต่ละคนจะต้องเท่ากัน แต่ไม้บรรทัดอันหนึ่งที่น่าจะใช้เป็นองค์ประกอบร่วมในการวัดความจำเป็นได้เป็นอย่างดีก็คือ “ความพอดี” นั่นเอง

ถ้าถามว่า ค่าใช้จ่ายด้านอาหารการกิน เป็นสิ่งจำเป็นหรือไม่ แน่นอนที่คำตอบร้อยทั้งร้อยต้องตอบว่า“จำเป็น” แต่การใช้จ่ายเพื่อการกินอยู่แต่ละครั้งก็ต้องมองเรื่องความพอดีด้วย มิใช่บริโภคกันจนเกิดปัญหา หรือไม่เคยมองเปรียบเทียบว่า สิ่งที่กินเข้าไปเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการ ปากต้องการ หรืออารมณ์ความรู้สึกต้องการกันแน่ ทั้งนี้มิได้หมายความว่า คนเราจะจ่ายเพื่อความสุขในการรับประทานไม่ได้ เพราะถ้ามีมาก อยากกินอร่อยก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้ามีน้อย หรือไม่ค่อยจะมีแต่กินเกินตัว เรียกว่าอร่อยวันนี้ อดอยากวันหน้า อันนี้จัดเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง

นอกจากเรื่องอาหารการกินแล้ว การใช้ชีวิตด้านอื่น ๆ ของคนเราก็เปลี่ยนไปด้วย ซึ่งหากเปรียบเทียบกันตามจริงแล้ว ต้องยอมรับว่า คนในยุคสมัยนี้มีความอดทนน้อยกว่ารุ่นพ่อรุ่นแม่ของพวกเรามากนัก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเทคโนโลยีที่เข้ามาทำให้ทุกอย่างง่ายไปหมด จนใครบางคนที่มีชีวิตง่ายน้อยกว่าคนอื่นมองว่าตัวเองลำบาก และไม่อยากที่จะอดทน ถ้าไม่จำเป็น ทั้ง ๆ ที่เรื่องราวความจำเป็นของชีวิตก็ยังเป็นเหมือนเดิม แต่คนเรานั่นเองที่ช่วยกันปรุงแต่ง และละเลงมันเกินความเป็นจริง

ปัจจุบันมีคนที่ติดกับดักทางการเงินจำนวนมาก กำลังหาทางออกให้ตัวเอง บางคนกลุ้ม และเป็นทุกข์จนถึงขั้นคิดแก้ปัญหาด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เราทำตัวเองทั้งสิ้น และนั่นคงเป็นการดี หากเราจะเริ่มต้นจัดการการใช้จ่ายของตัวเอง รวมถึงหนี้สินทั้งหมดของตัวเองตั้งแต่วันนี้ เพื่อเริ่มต้นนับหนึ่งเดินทางสู่อิสรภาพทางการเงิน 

 

200411675-001.jpgความหมายที่แท้จริงของชีวิต

ในความเป็นจริงแล้ว “อิสรภาพทางการเงิน” ไม่ได้หมายถึง การมีเงินมากพอที่จะใช้จ่ายอย่างไรก็ไม่มีวันหมด หรือร่ำรวยเงินทองจนไม่ต้องทำงาน แต่หมายถึง การมีชีวิตอยู่อย่างพอเพียง มีอิสรภาพในการเลือกที่จะทำ และเป็นในสิ่งที่ตัวเองต้องการ โดยไม่มี “เงิน” มาเป็นเครื่องพันธนาการความคิด และการตัดสินใจ

ดังนั้น “อิสรภาพทางการเงิน” ของแต่ละคนจึงมีความหมายแตกต่างกัน ตามความหมายของชีวิตที่แต่ละคนตีความ และความสำเร็จในการได้ใช้ชีวิตตามความหมายนั้น หากแต่มีตัววัดตัวเดียวกันนั่นคือ ปริมาณ “ความสุข” ที่ได้รับ โดยไม่เบียดเบียนตัวเอง ผู้คนรอบข้าง และธรรมชาติ เป็นชีวิตที่รู้เท่าทันตัวเอง และสังคม เพราะทุกจังหวะก้าวของชีวิตเกิดจากการคิด พินิจพิเคราะห์ และตัดสินใจเลือกองค์ประกอบทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิตด้วยตนเอง

สังคมไทยคงจะน่าอยู่ไม่น้อย หากผู้คนในสังคมเลือกใช้ชีวิตตามความคิดตัวเอง โดยไม่เบียดเบียนกัน ทุกคนต่างมีสิทธิในการเลือกที่จะใช้ชีวิต ทำในสิ่งที่ตนรัก ชอบ และสร้างคุณค่าต่อสังคม เรียนรู้การอยู่แบบพอเพียง อยู่ด้วยกันโดยปราศจากความโลภอันเกินขอบเขต อุดมไปด้วยความร่วมมือ และประสานประโยชน์บนการสร้างคุณค่าต่อสังคมร่วมกัน 

 

“อิสรภาพทางการเงิน” เกิดขึ้นได้ทันทีที่มองเห็น

 

หากท่านเข้าใจถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่า “อิสรภาพทางการเงิน” ก็จะพบได้ทันทีว่า ไม่จำเป็นต้องรอให้มีเงินมากมายมหาศาล ไม่จำเป็นต้องรอให้หมดภาระหนี้สินทั้งหมดที่มีอยู่ ไม่ต้องรอแม้กระทั่งเวลาหรือเงื่อนไขใด ๆ ท่านก็สามารถมีอิสรภาพทางการเงินได้ทันทีที่ท่านค้นพบว่า “ความสุข” ที่แท้จริงในชีวิตของท่าน คือ อะไร และท่านเริ่มต้นเดินทางไปสู่สิ่งที่เป็นความสุขแท้ของท่าน ทันทีที่คิดออก

คล้ายกันกับคำกล่าวที่ว่า ความสำเร็จ คือ การเดินทาง มิใช่จุดหมายปลายทาง “ความสุข” ก็เช่นเดียวกัน ความสุขที่จริงแท้นั้น ต้องอยู่กับเราตลอดเส้นทางที่เลือก เพียงแค่ได้คิด ได้ทำ ได้เป็นในสิ่งที่ตัวเองรัก สิ่งที่ตัวเองตัดสินใจเลือกทั้งหมด นั่นล้วนแล้วแต่เรียกได้ว่าเป็น “ความสุข” ทั้งสิ้น

อย่างไรก็ดี การเดินบนเส้นทางแห่งอิสรภาพทางการเงินนั้น แม้จะมองเห็น หรือคิดออก ก็ใช่ว่าจะสะดวก และเรียบง่ายดั่งใจคิดไปเสียหมด เพราะในเมื่อคนเรายังต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่น กระแสสังคมโดยเฉพาะกระแสแห่งวัตถุนิยม การตีค่าความสำเร็จด้วยวัตถุ ความฟุ้งเฟ้อ ความสุขลวง สิ่งเหล่านี้ยังคงวิ่งตัดผ่านตัวตนของเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และพร้อมจะพัดพาความคิดของเรา ๆ ท่าน ๆ ให้เบี่ยงเบนกลับเข้าสู่เส้นทางที่สังคมโดยรวมคาดหวังไว้ตลอดเวลา ดังนั้น การประคับประคองชีวิตให้อยู่บนแนวคิดแห่งอิสรภาพทางการเงินจึงไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก ผู้ที่มองเห็นและเข้าใจตัวเองอย่างแท้จริงเท่านั้น ที่จะพาตัวเองรอดพ้นจากกระแสสังคมอันเชี่ยวกรากนี้ได้

เมื่อไม่นานมานี้ หลายท่านคงได้ยินข่าว ครูตุ้ย ยอดธง เสนานันท์ บรมครูมวยคนหนึ่งของวงการมวยไทย ถูกล๊อตเตอรีแจ๊คพ็อต 56 ล้านบาท ทันทีที่ได้ทราบข่าว ผู้คนมากมายต่างก็แห่เดินทางไปหาครูตุ้ยเพื่อขอเงิน ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักกับครูตุ้ยมาก่อนเลยด้วยซ้ำ แต่ครูตุ้ยก็ไม่ได้ปฏิเสธ ทั้งมอบเงิน บริจาคเงินให้กับคนเหล่านั้นไป รวมถึงญาติพี่น้อง และคนรู้จักอีกมากมาย จนสุดท้ายเหลือเงินติดบัญชีเพียงหมื่นกว่าบาท

รายการโทรทัศน์รายการหนึ่งเดินทางไปสัมภาษณ์ครูตุ้ยถึงบ้าน (ค่ายมวย) เพื่อสอบถามถึงเรื่องราวที่เป็นไป หากใครจำได้ถึงคำถามสุดท้ายที่พิธีกรถามครูตุ้ย นั่นคือ คำถามที่ว่า “ครู คิดว่าอะไร คือ สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตครู” ครูตุ้ยแทบไม่ต้องเสียเวลาคิด กับคำตอบที่ดูเหมือนมั่นคงอยู่ในกระแสความคิดของตัวเองมาตลอดชีวิต และคำตอบนั้นก็คือ “ใจ”

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานาต่อสิ่งที่ครูตุ้ยทำไป บางคนยกตัวเอง ฝันว่าถ้าเป็นครูตุ้ยจะทำในสิ่งที่แตกต่าง นั่นก็สุดแท้แต่จะว่ากันไป แต่อย่างน้อยเรื่องราวของครูตุ้ยก็เป็นตัวอย่างที่ดีของคนที่ประคองชีวิตบนเส้นทางแห่งอิสรภาพทางการเงิน ท่ามกลางกระแสแห่งโลกที่เดินสวนทางกับครูตุ้ยอยู่ทุกวัน และยังทำให้นักฝันอย่างพวกเรายังเชื่อได้ว่า “อิสรภาพทางการเงินยังมีอยู่จริง” 

 

73979528.jpgเริ่มต้นเดินทางสู่อิสรภาพทางการเงินตั้งแต่วันนี้

 

ทุกชีวิตบนโลกยังคงดำเนินต่อไปตามทาง สุดแต่ว่าใครเลือกที่จะควบคุมชีวิตตัวเองด้วยอะไร เคยมีคำกล่าวหนึ่งกล่าวว่า “มันไม่สำคัญเลยว่าชีวิตเดินทางมานานเท่าไหร่ แต่มันสำคัญมากกว่าว่า คน ๆ นั้นคิดอะไรจริงจังกับชีวิต เมื่อไหร่”   

หากตลอดเวลาในชีวิตของท่าน ถูกผูกโยงกับวัตถุอันไร้ค่าที่เรียกว่า “เงิน” ถึงเวลาแล้วที่พันธนาการลวงนี้จะถูกปลดออก ด้วยความคิด และวิสัยทัศน์ที่ท่านมีต่อชีวิตของท่านเอง ถึงเวลาหรือยังที่จะเริ่มต้นเดินทางสู่ดินแดนแห่งความสุข บนเส้นทางที่คนกลุ่มหนึ่งเรียกมันว่า “อิสรภาพทางการเงิน”

    

*****

บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทบิสคอนส์ พับลิชชิ่ง จำกัด หากผู้ใดต้องการจะนำไปเผยแพร่ โปรดแสดงบทความทั้งหมด โดยที่ไม่มีการแก้ไขส่วนใดส่วนหนึ่งของบทความ และโปรดทำลิ้งค์เชื่อมโยงแสดงที่มาของบทความนี้ด้วย ขอบคุณค่ะ

*****

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >