|
โดย กองบรรณาธิการ
เชื่อกันว่าในปัจจุบัน คนไทยทั้งประเทศคงรู้จักคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” กันแทบทุกคน เรียกว่าไปไหนมาไหน ก็มักจะได้ยินคนพูดถึง อ้างถึงกันอยู่ทั่วไป อันที่จริง แนวพระราชดำรัส “เศรษฐกิจพอเพียง” (Sufficiency Economy) นี้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีกระแสพระราชดำรัสแก่ปวงชนชาวไทยมานานกว่า 3 ทศวรรษแล้ว แต่น่าเสียดาย กว่าที่คนไทยจะตระหนัก และน้อมรับแนวพระราชดำรัสของในหลวงมาใส่เกล้าใส่กระหม่อม ก็ล่วงเลยมาจนถึงช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 แล้ว หรืออาจกล่าวได้ว่า “ต้องเจ็บก่อน จึงจะเข้าใจ”
ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา แนวคิดเศรษฐกิจแบบทุนนิยมจากโลกตะวันตก นำความเจริญทางวัตถุเข้ามาในบ้านในเมืองเราอย่างมากมาย จนทำให้เราลืมตัว และละทิ้งจิตวิญญาณตะวันออกจนหมดสิ้น ผู้คนมุ่งใช้ชีวิตโดยติดยึดกับวัตถุ และความสะดวกสบายส่วนตน ฟุ้งเฟ้อ และบริโภคกันเกินควร เกินกำลัง สุดท้ายเมื่อทุกอย่างอิ่มตัวและพังครืนลงมา ส่งผลกระทบต่อผู้คนหมู่มากของประเทศ ซึ่งนับได้ว่าเป็นความเสียหายอย่างร้ายแรง เพราะเราไม่ได้เสียหายแค่เศรษฐกิจ แต่เสียหายถึง แนวคิด และหลักยึดในการดำเนินชีวิต
เนื่องด้วยวโรกาสมหามงคลเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้คนทั้งหมดทั้งมวลในประเทศเหมือนถูกปลุก และกระตุ้นเตือน ให้กลับมาใช้ชีวิตอยู่กับร่องกับรอยมากยิ่งขึ้น ซึ่งนั่นถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง หากแนวพระราชดำรัสของพระองค์ ที่ทรงพร่ำสอนพสกนิกรชาวไทย จะได้ถูกหยิบยกมาปฏิบัติกันอย่างจริงจังเสียที
อย่างไรก็ดี หากมีคนตั้งคำถามว่า เศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำรัส คือ อะไร เชื่อว่าคงได้รับคำตอบที่แตกต่างกันไป บ้างอาจตอบแก่น บ้างอาจตอบกระพี้ ตามแต่ความเข้าใจของบุคคลนั้น แต่จากการสำรวจพบว่า คนไทยส่วนใหญ่ถึงกระพี้ มากกว่าแก่น คือ รู้จักแต่ไม่รู้ความหมาย หรือหนักกว่านั้น คือ รู้จัก รู้ความหมาย แต่ไม่ปฏิบัติตาม ซึ่งก็ว่ากันไม่ได้ เพราะเรื่องดีดี ภูมิปัญญาดีดีแบบนี้ ใครนำไปใช้คนนั้น เป็นทั้งภูมิคุ้มกัน และมงคลชีวิตที่สูงค่ายิ่ง
แล้วความจริง “เศรษฐกิจพอเพียง” คือ อะไรกันแน่?
จากพระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4 ธันวาคม 2543 ความตอนหนึ่งว่า
"...เศรษฐกิจพอเพียงนี้ ขอย้ำว่า เป็นทั้งเศรษฐกิจ และความประพฤติ ที่ทำอะไรเพื่อให้เกิดผล โดยมีเหตุและผล คือเกิดผลมันมาจากเหตุ ถ้าทำเหตุที่ดี ถ้าคิดให้ดี ให้ผลที่ออกมา คือ สิ่งที่ติดตามเหตุ การกระทำก็จะเป็นการกระทำที่ดี และผลของการกระทำนั้น ก็จะเป็นผลการกระทำที่ดี ดีแปลว่ามีประสิทธิผล ดีแปลว่ามีประโยชน์ ดีแปลว่าทำให้มีความสุข..."
จากกระแสพระราชดำรัสจะเห็นได้ว่า เศรษฐกิจพอเพียง ไม่ได้หมายถึงเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงความคิดและการกระทำที่ดีงาม ซึ่งก่อให้เกิดความก้าวหน้า การพัฒนา และเป็นประโยชน์สุขทั้งต่อตนเองและสังคมส่วนรวม
แล้วจะปฏิบัติตามแนวพระราชดำรัสได้อย่างไร?
ตรงนี้ขออนุญาตหยิบยกคำอธิบายของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ที่ท่านได้อธิบายไว้ว่า หัวใจของเศรษฐกิจพอเพียงมีองค์ประกอบอยู่ 3 คำ คือ พอประมาณ มีเหตุผล และต้องมีภูมิคุ้มกัน กล่าวคือ
- ความพอประมาณ ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
- ความมีเหตุผล การตัดสินใจเกี่ยวกับความพอประมาณนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นอย่างรอบคอบ
- การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นได้ของสถานการณ์ต่างๆที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล
ซึ่งพอที่จะขยายความต่อได้ว่า
พอประมาณ คือ ทำตามกำลัง ทำตามศักยภาพ เน้นพึ่งตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ค่อยเป็นค่อยไป ต้องรู้จักตัวเองว่าสิ่งใดทำได้ สิ่งใดที่ต้องรอก่อน เปรียบเหมือนการสร้างสมดุลให้กับตัวเองทุกขณะของการใช้ชีวิต เพราะหากเราทำอะไรเกินตัว เกินประมาณ ชีวิตก็จะเสียสมดุล และไม่มีความสุข
มีเหตุผล จะทำอะไรต้องมีเหตุผล มีหลักการ ไม่ใช่ทำตามกระแส จะต้องเชื่อในสิ่งที่มีเหตุผล รู้จักพินิจ พิเคราะห์พิจารณาว่า สิ่งใดจำเป็น สิ่งใดไม่จำเป็น และสิ่งต่างๆที่เราตัดสินใจทำลงไปนั้น เพื่ออะไร? สมเหตุสมผลหรือไม่? การมีเหตุผลอาจอ้างอิงได้ถึงพุทธศาสนาที่ว่า คนเราต้องใช้ชีวิตอย่าง “มีสติ” คือ รู้เท่าทันตัวเอง และสภาพแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา หากเราเป็นคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอย่างมีสติ ก็อยากที่ปัญหาต่าง ๆ จะทำร้ายเรา หรือถ้าจะมี ก็อยู่ในวิสัยที่รับได้ เพราะรับรู้ก่อนแล้วว่า ถ้าทำอะไร แล้วจะเกิดอะไรตามมา
มีภูมิคุ้มกัน ทำอะไรอย่าประมาท ต้องเตรียมตัวพร้อมรับกับเหตุการณ์ และผลกระทบทั้งในปัจจุบันและอนาคต ทั้งระยะสั้นและระยะยาว อย่าคิดเพียงวันนี้ ต้องได้วันนี้ ต้องมีวันนี้ แล้วสุดท้ายมาเกิดปัญหา เรื่องการมองอนาคตเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงของคนไทยอย่างมาก ดังที่เรามักจะเห็นผู้คนประสบปัญหาด้านการเงิน และการใช้ชีวิตจำนวนมาก ซึ่งหากพิจารณาต้นตอแล้วก็จะพบว่า ทั้งหมดมาจากการไม่รู้จักวางแผนอนาคต และไม่เตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ข้างหน้าทั้งสิ้น
ทั้งนี้ หัวใจของความพอเพียง 3 ประการข้างต้น "ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรอบรู้ ความรอบคอบ และมีจิตสำนึกในคุณธรรมจริยธรรม ตลอดจนดำเนินชีวิตด้วยความอดทน พากเพียร มีสติและใช้ปัญญา เพื่อให้เกิดความสมดุลและพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และกว้างขวางของปัจจัยแวดล้อมในยุคโลกาภิวัฒน์"
หากมองไปที่หัวใจสำคัญ 3 ประการของแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ต้องบอกว่าเป็นเรื่องง่าย ๆ เป็นปรัชญาง่าย ๆ ที่สามารถปฏิบัติ และเริ่มต้นได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มต้นจากตัวเราทั้งสิ้น ไม่ต้องรอความช่วยเหลือ หรือปัจจัยส่งเสริมใดๆ เลย แต่ไม่ทราบว่าด้วยเหตุแห่งความง่ายนี้เองหรือไม่ ที่ทำให้คนมองข้าม และเลือกที่จะยังไม่ปฏิบัติตาม เพราะคิดเอาเองว่า จะทำเมื่อไหร่ก็ทำได้
ทุกวันนี้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ไม่เพียงแต่จะได้รับการยอมรับจากคนในประเทศเท่านั้น แต่ยังได้รับการยอมรับและแผ่ขยายไปทั่วโลก บทความทางวิชาการและหนังสือพิมพ์ต่างๆ ตีพิมพ์เผยแผ่เรื่องราวแนวกระแสพระราชดำรัสนี้กันอย่างกว้างขวาง และมหาวิทยาลัยบางแห่งถึงขั้นทำการวิจัยกันเลยทีเดียว
ครั้งหนึ่งมีบทความตีพิมพ์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในอเมริกา ทำนายถึงความล่มสลายของเศรษฐกิจทุนนิยมว่า วันหนึ่งเศรษฐกิจทุนนิยมจะพาไปสู่การทำลาย และเผาผลาญทรัพยากรที่มากขึ้นจนในที่สุดไม่เหลืออะไรเลย เศรษฐกิจจะถูกควบคุมโดยคนบางกลุ่ม ผู้คนพากันมุ่งแสวงหา และแย่งชิงความมั่งคั่ง สุดท้ายเศรษฐกิจทุนนิยมนี้จะพาพลโลกทั้งหมดไปสู่ความทุกข์อันใหญ่หลวง
จบท้ายปลายบทความนั้น กล่าวถึงเศรษฐกิจรูปแบบหนึ่ง ที่มีหลักยึดแห่ง “เศรษฐกิจในตัวเอง” อธิบายและเน้นให้ถึงความสำคัญของ “ความพอดี” ในการใช้ชีวิตของมนุษย์ ซึ่งจะเป็นหนทางในการแก้ไขปัญหา และนำความสุขกลับมายังประชาคมโลก น่าเสียดายที่พวกเขาไม่ได้บอกว่า คำจำกัดความที่หยิบยกขึ้นมาเขียนนั้น คิดได้เองหรือดัดแปลงแนวความคิดของใครมา
แต่นั่นหาใช่สิ่งสำคัญไม่ ใครจะเรียนรู้ได้เอง หรือจะหยิบยกแนวกระแสพระราชดำรัสของในหลวงของพวกเราไปใช้ ไปอ้างอิง ก็คงสุดแท้แต่ แต่คงน่าเสียดายไม่น้อย หากคนไทยเองที่ใกล้ชิดกับในหลวง ได้ฟังท่านสอนและตักเตือนเรื่องเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา จะเป็นผู้หลงลืมนำไปปฏิบัติ อย่ารอให้ใครพิสูจน์แนวกระแสพระราชดำรัสนี้ พวกเราต้องช่วยกันแสดงให้โลกเห็นว่า แนวคิดนี้ทรงคุณค่า และมีคุณูประการต่อชีวิตมากเพียงใด ด้วยผลลัพธ์แห่งการปฏิบัติจนสัมฤทธิ์ผลของคนไทยทั้งประเทศ และนั่นจะสะท้อนให้โลกได้รับรู้ถึงพระอัจฉริยภาพ และวิสัยทัศน์อันยาวไกลของในหลวงของพวกเรา
อย่าทำเพียงแค่ ศรัทธา เลื่อมใส แต่ไม่ปฏิบัติตาม
รักพ่อ อย่าทำแค่ใส่เสื้อเหลือง ต้องเชื่อฟัง และเดินตามคำสอนของพ่อด้วย
*****
บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทบิสคอนส์ พับลิชชิ่ง จำกัด หากผู้ใดต้องการจะนำไปเผยแพร่ โปรดแสดงบทความทั้งหมด โดยที่ไม่มีการแก้ไขส่วนใดส่วนหนึ่งของบทความ และโปรดทำลิ้งค์เชื่อมโยงแสดงที่มาของบทความนี้ด้วย
ขอบคุณค่ะ
*****
|