|
โดย ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์
Googlemakemerich.com
Trawut.com
เราทุกคนรับรู้กันมาตั้งแต่เล็กจนโตว่า ถ้าหากต้องการมีเงินใช้เยอะๆ ต้องการเป็นเศรษฐีเงินล้าน หรือ ต้องการมีอิสรภาพทางการเงิน เราต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการลงทุนให้มากๆ และรู้จักนำเงินที่มีอยู่ไปลงทุนเพิ่มเติม เพื่อให้เงินออกดอก ออกผลกลับมาให้กับเรามากขึ้นเรื่อยๆ
แต่เหตุไฉน คนหลายๆ คนจึงยังไม่สามารถมีอิสรภาพทางการเงินดังที่เคยฝันไว้ได้ บางคนมีชีวิตที่เรียกได้ว่า ไม่ใกล้เคียงกับสิ่งที่ฝันไว้เลยด้วยซ้ำ...
สาเหตุสำคัญประการหนึ่ง ที่ทำให้เราทุกคนไม่สามารถมีฐานะทางการเงินอย่างที่ต้องการได้ก็คือ แม้เราจะรู้ว่าต้องนำเงินไปลงทุนอยู่เรื่อยๆ ทว่าทุกวันนี้...เงินที่ใช้จ่ายแต่ละเดือนก็ยังไม่พอเลย แล้วจะนำเงินที่ไหนไปลงทุนเพิ่มเติมได้ เราจึงยังไม่เคยได้เริ่มต้นลงทุนใดๆ และดูเหมือนว่า ความฝันของเรากำลังกลายเป็นแค่ฝันกลางวันเท่านั้นเอง…
ดังนั้นเรื่องสำคัญที่เราต้องทำเพื่อให้ชีวิตทางการเงินของเราดีขึ้นควบคู่ไปกับการลงทุน ก็คือ การเก็บออมเงินที่เราหามาได้อยู่เสมอๆ เพราะสุดท้ายแล้ว อนาคตทางการเงินของเราจะขึ้นอยู่กับ จำนวนเงินที่เราเก็บสะสมได้ ไม่ใช่จำนวนเงินที่เราหามาได้ ถ้าหากเราไม่สามารถเก็บออมเงินเพื่อนำมาลงทุนได้ เราก็ควรจะเลิกคิดถึงการมีอิสรภาพทางการเงินได้เลยครับ
หนังสือ “The Richest Man in Babylon” ซึ่งเป็นหนังสืออมตะเล่มหนึ่งที่เกี่ยวกับการสร้างตนเองให้เป็นเศรษฐี ได้กล่าวไว้ว่า “หนทางแห่งความมั่งคั่งร่ำรวย คือ การจ่ายเงินให้กับตนเอง 10 เปอร์เซ็นต์ของเงินที่หาได้ในแต่ละเดือนเสมอๆ จากนั้นจงนำเงินนั้นไปลงทุนให้งอกเงย ออกดอก ออกผล แล้วนำเงินทั้งหมดไปลงทุนต่ออย่างสม่ำเสมอ”
คนเราเมื่อได้เงินมาแล้ว มักจะนำเงินไปให้คนอื่นๆ (จับจ่ายใช้สอย ซื้อสินค้าและบริการต่างๆ จากผู้อื่น) ก่อนตนเองเสมอ และมักคิดว่าเมื่อใช้แล้วเหลือเงินเท่าไหร่ก็ค่อยเก็บออม ซึ่งสุดท้ายแล้ว เราก็จะไม่เหลือเงินให้ได้เก็บออมเลยในแต่ละเดือน และเมื่อไม่มีเงินออม เราย่อมไม่สามารถลงทุนใดๆ เพิ่มเติมได้เลย
วิธีการมุ่งสู่ความมั่งคั่ง คือ ให้เราทำตรงข้ามกับสิ่งที่คนทั่วไปทำกันนั่นเอง โดยเมื่อเราได้รับเงินเดือนหรือรายได้อื่นๆ ในแต่ละเดือนมา ให้เรานำเงินออกมาเก็บไว้ (จ่ายให้ตนเอง) 10 เปอร์เซ็นต์ก่อนเสมอ จากนั้นจึงนำเงินที่เหลืออีก 90 เปอร์เซ็นต์ไปไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และเราต้องตั้งมั่นไว้เลยว่า “จะไม่นำเงินจำนวนนี้ออกมาใช้” ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ยกเว้นเพื่อนำเงินมาใช้สำหรับลงทุนเท่านั้น ถ้าหากเราต้องการใช้เงินเพื่อการอื่น เช่น ซื้อทีวีใหม่ เดินทางท่องเที่ยว ให้เราทำการเก็บเงินแยกต่างหากกับเงินจำนวน 10 เปอร์เซ็นต์นี้
ให้เราเริ่มต้นเก็บเงิน 10 เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่วันนี้ ด้วยการไปเปิดบัญชีเงินฝากธนาคารเก็บเงินของเดือนนี้ จากนั้นให้คอยเผ้ามองการเติบโตของเงินที่เราเก็บสะสมได้ แล้วเราจะประหลาดใจว่า เราสามารถเก็บเงินได้จำนวนมากภายในเวลาไม่นาน
เมื่อมีเงินออมสำหรับลงทุนแล้ว เราก็สามารถนำเงินจำนวนนี้ไปลงทุนได้ โดยที่ไม่ต้องห่วงว่าจะกระทบกับการดำเนินชีวิตประจำวันของเราเลย ซึ่งนั่นหมายความว่า เราสามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างสุขุมและเยือกเย็นขึ้น เรามีเวลาเลือกการลงทุนที่เหมาะสมกับเรามากที่สุด สุดท้ายแล้วการตัดสินใจลงทุนของเราก็จะทำเงินกลับมาให้เราได้อีกมหาศาล และทำให้เราสามารถมีอิสรภาพทางการเงินได้ภายในเวลาไม่นาน
หลายๆ คนอ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะบ่นว่า ตัวเราคงไม่มีทางเก็บเงินถึง 10 เปอร์เซ็นต์ต่อเดือนได้หรอก เพราะว่าเท่าที่ได้เงินเดือนมาทุกวันนี้ ก็ต้องนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันหมดแล้ว
ถ้าหากว่าใครที่รู้สึกอย่างนั้นหรือใครที่มีหนี้สินอยู่มาก ทำให้การเก็บเงิน 10 เปอร์เซ็นต์นี้เป็นจำนวนที่มากเกินไป ให้เริ่มทำการเก็บเงินจากน้อยๆ ก่อน เช่น อาจจะเริ่มเก็บจาก 1 เปอร์เซ็นต์ และใช้จ่ายด้วยเงิน 99 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือก็ได้ จนกระทั่งเรารู้สึกว่าเรามีชีวิตอยู่ได้กับเงิน 99 เปอร์เซ็นต์อย่างไม่เดือนร้อน ก็ให้เราเพิ่มอัตราการเก็บเป็น 2 เปอร์เซ็นต์ และในระยะยาวก็เพิ่มอัตราการเก็บขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึง 10 เปอร์เซ็นต์ หรือ แม้กระทั่ง 20 เปอร์เซ็นต์ก็ได้
จงจำไว้เสมอว่า เราควรจะต้องมีเงินเก็บทุกๆ เดือน ไม่ว่าเงินเก็บเริ่มต้นของเราจะน้อยเพียงใด อาจจะแค่เดือนละ 100 บาท ก็ให้เราทำการเก็บไว้อย่างสม่ำเสมอ เพราะการมีเงินออมเพื่อการลงทุนนั้น คือ ขั้นแรกของการมีอิสรภาพทางการเงินนั่นเองครับ.
*****
บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทบิสคอนส์ พับลิชชิ่ง จำกัด หากผู้ใดต้องการจะนำไปเผยแพร่ โปรดแสดงบทความทั้งหมด โดยที่ไม่มีการแก้ไขส่วนใดส่วนหนึ่งของบทความ และโปรดทำลิ้งค์เชื่อมโยงแสดงที่มาของบทความนี้ด้วย ขอบคุณค่ะ
*****
|