|
โดย วฤนท์ รักษ์เผ่า
ท่านเคยได้ยินคำโบราณที่ว่า “เงินหนึ่งบาทที่ประหยัดได้ คือเงินหนึ่งบาทที่หาได้” หรือเปล่าครับ ?
ผมเองได้ยินคำๆ นี้ มาตั้งแต่เด็กๆ จากคำสอนของคุณพ่อคุณแม่ แต่ยอมรับครับว่าสมัยเด็กๆ นั้น ไม่ได้สำเหนียกหรือตระหนักอะไรกับคำสอนนี้เท่าใดนัก จนกระทั่งเรียนจบ ทำงานหาเงินได้ด้วยตัวเอง...จึงสำนึก
คำสอนอีกคำหนึ่งที่มักจะควบคู่กันไปกับคำสอนข้างต้น ประมาณว่าเป็นลูกคู่กันตลอด นั่นคือ “เงินทองหนะมันหายาก ต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด” หรือ ถ้าแม่อารมณ์ไม่ดีหน่อยก็จะกลายเป็น “หัดใช้จ่ายให้ประหยัดหน่อยนะเราหนะ ใช้เงินยังกับเบี้ย” (นึกภาพแม่หยิบเงินในกระเป๋าด้วยสีหน้าขุ่นเขือง ปากก็บ่นพึมพำๆ ก่อนตัดใจส่งเงินให้)
นัยว่าสอนด้วยเหตุผลไม่ค่อยฟัง (ประโยคแรก) เลยต้องยิงซ้ำด้วยการสั่งสอน (ฮา)
อันที่จริงความหมายของคำสอนทั้งคู่ ดูจะคล้ายๆ กัน นั่นคือสอนให้เรารู้จักประหยัด แต่ดูเหมือนคำสอนแรกจะเป็นแนว Positive มากกว่าอันที่สอง โดยเฉพาะคำขึ้นต้นที่ว่า “เงินทองมันหายาก”
แต่อย่างทราบกันดีว่า คนเราถ้าไม่ได้หาเงินใช้เอง เรื่องแบบนี้บางทีก็คิดไม่ออก หาเงินใช้ได้เองเมื่อไหร่ เมื่อนั่นแหละถึงจะได้เรียนรู้ แล้ววันนั้นก็มาถึง หลังจากทำงานได้สักพัก ผมเริ่มพยายาม (ย้ำว่า “พยายาม”) เก็บเงินเพื่อออมไว้ใช้วันข้างหน้าอย่างที่แม่บอก แต่พระเจ้าจอร์จ! มันไม่เคยสำเร็จเลยแม้แต่ครั้งเดียว (ย้ำ! แม้แต่ครั้งเดียว)
รายรับของผมมันแทบจะพอดีกับรายจ่าย (พูดให้ดูดีอีกแล้ว จริงๆ แล้วน้อยกว่า) ผมเริ่มหาหนทางทำเงินเพิ่ม หารายได้เพิ่ม เพื่อให้มีเงินเพียงพอที่จะใช้จ่ายในแต่ละเดือน ยิ่งทำงานพิเศษมากขึ้นเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งเหนื่อยมากขึ้นเท่านั้น เมื่อเหนื่อยก็ต้องให้รางวัลชีวิต ด้วยการเพิ่มค่าใช้จ่ายให้สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว
นานเข้าๆ ก็ไม่ไหว สุขภาพก็ทรุดโทรมจากการโหมงาน การเงินก็ใช่ว่าจะดีขึ้น อยากจะเลิกทำงานพิเศษแล้วกลับไปใช้ชีวิตอย่างเดิม ทำงานแค่ 8 ชั่วโมงต่อวัน เสาร์-อาทิตย์ได้พักผ่อนเหมือนชาวบ้านเขา
จนได้มาหวนรำลึกถึงประโยคทองทางการเงินของแม่ว่า “เงินหนึ่งบาทที่ประหยัดได้ คือเงินที่หาได้” นั่งคิดกับมันอยู่หลายตลบจนเกิดปัญญา “ไอ้บ้า... เรานี่มัวทำอะไรอยู่วะ” ทันทีที่สติมา ปัญญามี คนดีดีอีกคนจึงพลันปรากฏตัว
ผมคนใหม่ กับการใช้ชีวิตแบบใหม่ๆ ผมเริ่มรู้แล้วว่า ผมจะหาเงินออม 1 บาทของผมได้จากที่ไหน ก็เริ่มต้นจากรายการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยตัวเองไง
ผมเริ่มจับตาดูพฤติกรรมใช้จ่ายตัวเอง เช่น ไปไหนใกล้ๆ แต่ชอบใช้แท็กซี่ เดินทางครั้งหนึ่งก็ 40 บาท ผมเปลี่ยนตัวเองเป็นนักรถเมล์ 7 บาท (เหลือเก็บ 33 บาท) หรือดีหน่อยก็นั่งรถแอร์ก็แค่ 14 บาท (เหลือเก็บ 26 บาท) ไป-กลับผมเก็บเงินได้ทันที 66 บาท
ไม่เลว! ผมบอกกับตัวเอง และจับตาดูพฤติกรรมตัวเองต่อไป ผมพบว่าก่อนมื้ออาหารผมชอบทานของจุกจิก ครั้งนึงก็ 20-30 บาท ผมเริ่มเปลี่ยนนิสัยที่ไม่ดีนี้ เลิกกินของจุกจิกก่อนมื้ออาหาร แล้วทานให้อิ่มในมื้อนั้นไปเลย ไม่น่าเชื่อว่าทำเพียงเท่านี้ ผมจะมีเงินเก็บเพิ่ม แถมยังมีสุขภาพดีขึ้นอีกด้วย เพราะน้ำหนักตัวลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด (ก่อนมื้ออาหารผมชอบทานของหวาน)
ผมใส่ใจกับตัวเองมากยิ่งขึ้น อาหารแต่ละมื้อผมเลือกทานข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว หรืออาหารไทยอื่นๆ แทนที่อาหารฟาสต์ฟู้ดที่ผมเคยชอบ ผมพบว่ามันประหยัดได้มากทีเดียว จะว่าไปแล้วคนไทยเรายังไงก็ถนัดกับอาหารไทยๆ มากกว่า อร่อยกว่า อิ่มท้องกว่า
หลังจากเริ่มประหยัดเงินได้ครั้งละบาทสองบาท ผมก็มีเงินเก็บมากขึ้นเรื่อยๆ มีมากกว่าสมัยที่ทำงานตั้งสองสามอย่างเสียอีก นอกเหนือไปจากเงินเก็บแล้ว ผมยังได้รับสิ่งๆ หนึ่งที่ผมไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าจะได้รับจากการประหยัดและอดออม นั่นก็คือ “ความภาคภูมิใจในตัวเอง”
มันเป็นความรู้สึกที่วิเศษมาก ที่คุณได้ทำอะไรดีดีให้กับตัวเอง ได้ควบคุมชีวิตและอนาคตทางการเงินของตัวเอง และที่สำคัญที่สุด คือ การได้กลับมาเป็นเด็กดีของพ่อและแม่ของคุณเองอีกครั้ง
เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่ใครไม่ได้ลองทำ จะไม่มีทางรับรู้สิ่งเหล่านี้ได้เลยจริงๆ
ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ที่พร่ำสอน นึกย้อนมาถึงวันนี้ว่า ถ้าคุณพ่อคุณแม่ของเรา ประหยัดเงินในแต่ละวันแทบตาย อดกินของอร่อย กินแต่ของพออิ่ม อดซื้อเสื้อผ้าใหม่ ทนใช้ตัวที่ยังพอไหว เพื่อให้ครอบครัวมีเงินใช้ แต่เรากลับเป็นคนทำลายคุณค่าเงินหนึ่งบาทที่ท่านประหยัดมาได้ ด้วยการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และใช้โดยไม่ยั้งคิด
หนึ่งบาทที่ประหยัดได้วันนี้ ขอมอบความดีแก่พ่อและแม่ของทุก ๆ คนครับ
*****
บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทบิสคอนส์ พับลิชชิ่ง จำกัด หากผู้ใดต้องการจะนำไปเผยแพร่ โปรดแสดงบทความทั้งหมด โดยที่ไม่มีการแก้ไขส่วนใดส่วนหนึ่งของบทความ และโปรดทำลิ้งค์เชื่อมโยงแสดงที่มาของบทความนี้ด้วย
ขอบคุณค่ะ
*****
|