หน้าแรก arrow %E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1 arrow การเงินส่วนบุคคล arrow การจดบันทึกค่าใช้จ่ายและออม 10% บันไดขั้นที่หนึ่งสู่อิสรภาพทางการเงิน
การจดบันทึกค่าใช้จ่ายและออม 10% บันไดขั้นที่หนึ่งสู่อิสรภาพทางการเงิน พิมพ์ อีเมล์
พฤหัสบดี, 28 มิถุนายน 2007

โดย กองบรรณาธิการ 

 

r1.jpgในช่วงที่ผ่านมามีโฆษณาทางทีวีรณรงค์ให้ประชาชนบันทึกค่าใช้จ่าย และสนับสนุนการออมอยู่มากมาย ผมเชื่อว่าผู้อ่านหลายๆท่านก็คงเป็นเช่นเดียวกันกับผมที่ไม่ยอมเริ่มต้นเสียที กิจกรรมทั้งสองอย่างนี้เป็นกิจกรรมง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้ แต่แปลกตรงที่ไม่ได้ทำหรือทำได้สักพักก็เลิก นั่นอาจจะเป็นเพราะเรายังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้จริงๆว่ากิจกรรมทั้งสองอย่างนี้มีความหมายอะไรลึกๆ ที่ซ่อนอยู่

 

ตอนที่ผมเริ่มทำงานประจำเมื่อ 5-6 ปีก่อน ผมได้ลองจดบันทึกค่าใช้จ่าย พอทำได้ 2 เดือนก็เลิกครับ เพราะไม่ทราบว่าจะทำไปทำไม หลังจากนั้นหลายปีก็เริ่มทำอีกครับ แต่สุดท้ายก็เลิกอีก จนมานั่งอ่านหนังสือเล่มหนึ่งครับ ในหนังสือเล่มดังกล่าวมีการยกตัวอย่างการทำการวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมของมหาเศรษฐีที่มั่งมีในอเมริกาพบว่า กว่า 88% ของมหาเศรษฐีกลุ่มนี้จะทราบว่าค่าใช้จ่ายในแต่ละปีของครอบครัวตนเองเป็นเท่าไหร่และมีค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นหรือลดลงในช่วงเวลาใด มหาเศรษฐีกลุ่มที่ว่านี้ไม่ได้เป็นแค่คนที่รวยเพราะถูกหวย นักกีฬาหรือดาราค่าตัวแพงที่ใช้เงินอย่างไม่รู้คุณค่า แต่คนกลุ่มนี้สามารถสะสมความมั่งคั่งเอาไว้ได้ตามเกณฑ์ที่ทีมวิจัยกลุ่มนี้ตั้งเงื่อนไขเอาไว้

คำถามถัดมาคือ มหาเศรษฐีกลุ่มนี้รู้ข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างไร มันก็มาจากการทำบัญชียังไงละครับ การทำบัญชีอย่างสม่ำเสมอสามารถจะบอกถึงลักษณะการใช้ชีวิตของเราได้เลย เช่น ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่หมดไปกับอะไร เดินทางบ่อยแค่ไหน มีงานกินเลี้ยงกับเพื่อนบ่อยไหม ซื้อของมาทั้งที่บางทีก็ไม่ได้ใช้บ้างรึเปล่า เพราะการกระทำที่ทำซ้ำจนเป็นนิสัยนี่แหละครับที่เรามองข้ามไป เหมือนตัวอย่างที่ชอบเปิดก๊อกน้ำค้างเอาไว้ในระหว่างแปรงฟันนั่นแหละครับ ปริมาณที่เปิดค้างเอาไว้ทุกวันพอเอามารวมกันเป็นเดือนเป็นปีก็คิดเป็นน้ำปริมาณมหาศาล

 

r2.jpgที่สำคัญประโยชน์ของการจดข้อมูลพวกนี้ คือ ช่วยให้เราสามารถหาวิธีลดค่าใช้จ่ายลงได้ด้วยตัวเราเอง ยกตัวอย่าง ตัวผมที่เป็นคนชอบซื้ออาหารเช้าในร้านสะดวกซื้อ หลังจากทำบัญชีพบว่าค่าอาหารเช้าที่ซื้อจากร้านสะดวกซื้อสูงกว่าอาหารกลางวันมาก ก็เลยมานั่งวิเคราะห์ต่อว่าอาหารสำเร็จรูปมีราคาแพง ให้สารอาหารไม่ครบและมักจะทานแล้วไม่อิ่มท้อง ทำให้ต้องซื้อขนมติดมือเข้าไปทานเพิ่มอยู่เสมอ หลังจากประมวลผลได้ก็เปลี่ยนวิธีดำเนินชีวิตนิดหน่อย ลองทานข้าวเช้าที่โรงอาหารดูสักระยะ พบว่ารสชาติก็ไม่เลวครับ ราคาก็ถูกกว่า แถมอิ่มมากครับ สารอาหารก็ได้เยอะมากกว่า บางทีมีสาวๆในบริษัทเดียวกันมานั่งคุยด้วยอีก จะเห็นว่าการปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตเพียงนิดหน่อยก็สามารถช่วยให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็นลงได้ครับ

ช่วงแรกของการจดบันทึกค่าใช้จ่ายอาจจะรู้สึกแปลกไปสักหน่อย ถ้าค่าใช้จ่ายช่วงแรกสูงอย่าตกใจ (ยอมรับเถอะครับว่ามันเป็นความจริง ไม่มีใครขโมยเงินของคุณไปหรอก คุณให้เขาไปเองทั้งนั้น) ขอให้ตั้งหน้าตั้งตาจดอย่างเป็นนิสัยต่อไปเรื่อยๆ พอเริ่มมีการปรับการดำเนินชีวิตเพื่อลดค่าใช้จ่ายทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็นลง (โดยไม่กระทบกับความสุขส่วนบุคคลของเราและคนรอบข้าง) ก็จะเริ่มสนุกครับ อันที่จริงการจดบันทึกค่าใช้จ่ายก็เป็นเหมือนการตรวจสุขภาพเป็นประจำ ถึงหมอจะเก่งขนาดไหนแต่ถ้าไม่มีข้อมูลของคนไข้เลยก็รักษาไม่ถูกโรค หรือแทนที่จะป้องกันได้ตั้งแต่อาการยังไม่ร้ายแรง พอมารู้อีกทีก็สายไปเสียแล้ว สุขภาพทางการเงินก็เช่นกันครับ คนที่จะทำให้แข็งแรงขึ้นได้ก็ตัวเรานั่นแหละครับ

 

หลังจากที่เริ่มปรับการดำเนินชีวิตไปบ้างแล้วก็ถึงเวลาที่จะทดลองเก็บ 10% จากรายได้ของเราครับ กิจกรรมนี้ผมเองก็ว่าจะทำอยู่หลายทีครับ นานพอควรครับกว่าจะตัดใจหัก 10% จากเงินเดือนออกไปทันทีก่อนที่จะนำไปใช้ในแต่ละเดือน ให้ลองคิดง่ายๆสิครับว่าถ้างานประจำหรือธุรกิจที่คุณทำอยู่เกิดมีปัญหาทำให้รายได้คุณลดลงไปเพียง 10% ตัวคุณเองจะมีปัญหาไหมครับ ถ้ามีก็เป็นสัญญาณอันตรายแล้วละครับ เพราะถ้าคุณต้องถูกลดเงินเดือนหรือย้ายไปทำงานใหม่ที่เงินเดือนลดลง มันคงมีโอกาสที่จะลดลงมากกว่า 10% ใช่ไหมครับ

เจ้าเงินเก็บ 10% ตัวนี้เองครับที่ผมเรียกมันว่า จิ๋วแต่แจ๋ว สมมติว่าเรามีเงินเดือนประมาณ 10,000 บาท (อาจจะน้อยไปหรือมากไปก็ลองเอาไปเทียบเป็นสัดส่วนเอานะครับ) เริ่มต้นทำงานตอนอายุ 25 ปีและออม 10% ทุกเดือนสะสมเอาไว้ในบัญชีฝากประจำดอกเบี้ยประมาณ 5% ต่อปี ทำอย่างนี้เป็นประจำจนอายุครบ 60 ปี ในระหว่าง 35 ปีนี้ ดอกเบี้ยทบต้นจะทำงานให้เงินต้นงอกเงยเป็น 1,083,844 บาท ซึ่งถ้าเราหยุดทำงานตอนนั้นแล้วเอาเงินฝากเพื่อกินดอกเบี้ยอย่างเดียว ก็จะมีรายได้จากดอกเบี้ย 4,516 บาทต่อเดือน

ตัวอย่างข้างต้นอาจจะยังไม่สมจริงที่ค่าเงินในอนาคตจะมีค่าลดลง หรือเราอาจจะได้เงินเดือนที่เพิ่มมากขึ้น แต่ไม่เป็นไรครับยึดเอาเป็นแนวทางไว้ก่อน ถ้าเราเริ่มมีความรู้ทางการเงินมากขึ้น นำเงินออมเหล่านี้ไปใช้ซื้อกองทุน เช่น RMF หรือให้ทางบริษัทหักเงินลงไปในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทแทนที่การนำไปฝากประจำ ถ้าโดยเฉลี่ยแล้วกองทุนดังกล่าวให้ผลตอบแทนที่ 7% ต่อปี เงินต้นในปีที่ 35 จะงอกเงยมาเป็น 1,658,843 บาท หรือ หากต้องการฝากเข้ากองทุนเพื่อเอาปันผลที่ 7% ก็จะมีรายได้ 9,677 บาทต่อเดือน คิดเป็น 97% ของรายได้เลยใช่ไหมครับ เชื่อรึยังครับว่า ออมก่อนรวยกว่าจริงๆ

 

r3.jpgคนส่วนใหญ่ชอบมีความเชื่อที่ว่า มีเงินแล้วจะช่วยแก้ปัญหา เช่น ไม่มีเงินออมเพราะได้เงินเดือนน้อยไป ถ้าเงินเดือนสูงกว่านี้ถึงจะมีเงินออม คนที่รายได้สูงก็มักจะมีค่าใช้จ่ายสูง (ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยหรือต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น) แต่การที่ใครสักคนหนึ่งจะประสบความสำเร็จได้ขึ้นกับนิสัยเป็นสำคัญ วินัยที่ดีก็จะเป็นตัวสร้างนิสัยที่ดี เห็นได้จากเงินเก็บเพียง 10% เมื่อทบต้นเข้าไปก็จะเห็นว่ามีพลังขนาดไหน นอกจากนี้หากเราทำการปรับตัวเลขในสมุดคู่ฝากอยู่อย่างสม่ำเสมอ ก็จะทำให้เราสามารถเอาหลักฐานเหล่านี้ไปให้นายธนาคารดูเพื่อขอวงเงินเพิ่มได้ในกรณีที่วงเงินไม่พอ เพราะความมีวินัยตรงนี้สามารถใช้เป็นเครดิตได้ (แต่ไม่ใช่ทำอยู่ 2 3 เดือนก็เลิกนะครับ ต้องทำเป็นกันปี) ผมเชื่อว่าถ้าเราทุกคนเข้าใจว่ากิจกรรมทั้งสองอย่างนี้มีความหมายลึกซึ้งอยู่ที่การสร้างวินัยที่ดีและตั้งคำมั่นสัญญากับตัวเองว่าจะทำให้มันเกิดขึ้นจริงๆ เราคงจะไม่เลิกล้มกลางทางแน่ (เหมือนกับที่ผมเคยทำแล้วเลิกไป 2 ครั้ง เพราะไม่เข้าใจถึงความสำคัญของการทำกิจกรรมเหล่านี้)

จากตัวอย่างทั้งหมดที่ผมได้ยกมา เราจะเห็นว่าการมีเงินน้อยหรือมากก็คงไม่ใช่ประเด็น แต่สำคัญตรงที่ควบคุมรายจ่ายได้รึเปล่า ซึ่งตรงนี้ต่างหากที่เป็นปัญหาของคนส่วนใหญ่ (เห็นไหม เงินไม่ใช่ปัญหา) ถ้าเราไม่สามารถจะชี้วัดหรือติดตามผลได้ก็เป็นไปไม่ได้ที่เราจะควบคุมมัน การจดบันทึกรายจ่ายจึงเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ จากนั้นจึงจะนำหลักการของคนสมัยก่อนที่เรียกว่า เหลือเก็บค่อยเอาไปใช้ เหลือจ่ายค่อยเอามาเก็บมาใช้เป็นกลยุทธ์ในการควบคุม

 

ในคำสอนของชาวบาบิโลนมีประโยคทองที่ผมจำได้ขึ้นใจเลยครับว่า มนุษย์ทุกคนมีเวลามากพอที่จะสร้างความมั่งคั่งให้กับชีวิตเพียงแต่เวลาที่ใช้ขึ้นอยู่กับแผนการและความรู้ทางการเงินของคนแต่ละคนต่างหาก ตัวอย่างที่ได้ยกไว้เป็นเพียงการใช้เครื่องมือหรือสินทรัพย์ทางการเงินเพียงชนิดเดียว หากเรามีความรู้ความชำนาญที่สูงขึ้น อัตราผลตอบแทนก็จะมากยิ่งขึ้นและอาจจะทำให้ใช้เวลาในการสะสมความมั่งคั่งสั้นลงอีก

การจดบันทึกและการออมเป็นเพียงขั้นตอนแรกของการมีอิสรภาพทางการเงิน เราอยากมีอิสรภาพก็เพราะไม่อยากให้ใครมาบังคับ มาจำกัดเวลาและความสามารถของเรา แต่ตัวเราเองก็ต้องจ่ายความมีวินัยทางการเงินเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนครับ ลูกเสือสำรองและทหารก็เริ่มต้นฝึกจากการเดินแถว ฝึกระเบียบวินัย กองทัพที่ไม่มีระเบียบวินัย ไปรบกับใครก็ไม่ชนะหรอกครับ

 

*****

บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทบิสคอนส์ พับลิชชิ่ง จำกัด หากผู้ใดต้องการจะนำไปเผยแพร่ โปรดแสดงบทความทั้งหมด โดยที่ไม่มีการแก้ไขส่วนใดส่วนหนึ่งของบทความ และโปรดทำลิ้งค์เชื่อมโยงแสดงที่มาของบทความนี้ด้วย
ขอบคุณค่ะ 

*****   
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >