|
กฎเหล็ก 4 ประการ ป้องกันหายนะต่อความสัมพันธ์ส่วนตัว
โดย Cliff Ennico
เรียบเรียงโดย พิสิษฐ์ อำพันธุ์รัตน์
มันไม่เคยง่ายเลยที่จะเพิ่มเงินทุนให้กับธุรกิจของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่ออยู่ในช่วงเริ่มต้นกิจการ หากคุณไม่สามารถจัดหาเงินทุนให้ธุรกิจของคุณได้โดยใช้เงินจากกระเป๋าตัวเอง จากเงินกู้ จากบัตรเครดิตต่าง ๆ ที่คุณมี หรือว่าเงินจากการจำนองบ้านของคุณ คุณก็อาจจะต้องหาเงินมาจากคนที่รู้จักคุณ และรักคุณ ซึ่งก็คงจะหนีไม่พ้นคนในครอบครัว หรือเพื่อนสนิทของคุณ
ข่าวดีก็คือ เพื่อนและครอบครัวนั้นอยากช่วยเหลือ และลงทุนกับคุณ เพราะพวกเขารักคุณ และมักจะไม่มานั่งจับผิดแผนธุรกิจของคุณอย่างละเอียดลออ หรือเรียกร้องผลตอบแทนสูง ๆ จากธุรกิจของคุณ
แต่ในทุกข่าวดี มักมีข่าวร้ายติดมาด้วย นั่นก็คือ การหยิบยืมเงินจากครอบครัว และเพื่อนเพื่อทำธุรกิจ อาจจะทำให้เกิดการตัดสินใจโดยอิงความรู้สึก และเหตุผลส่วนตัวที่เลยเถิดเกินกว่าการตัดสินใจโดยใช้เกณฑ์ทางธุรกิจ เช่น ถ้าหากคุณยืมเงินญาติมา 400,000 บาท และไม่สามารถคืนเงินเขาได้ คุณอาจจะต้องไปพบญาติของคุณคนนี้ทุก ๆ เทศกาลรวมญาติ (หรืออาจหลบไปเลย) จนกว่าชีวิตเขาจะหาไม่ ถึงแม้ว่าเขาจะยกโทษให้คุณแล้ว แต่เขาก็อาจจะบ่นถึงความผิดพลาดนี้ทุกครั้งที่ได้พบกันและอาจจะไม่ลังเลเลยที่จะถามคุณว่าคุณเอาเงินไปทำธุรกิจอย่างไรถึงได้ขาดทุน หลังจากนั้นเขาก็อาจจะเล่าเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้ทุกคนในครอบครัวของคุณฟังเกี่ยวกับความล้มเหลวของคุณในวงอาหารไปจนกว่าเขาจะพอใจ (ผู้แปลเองก็เคยประสบเคราะห์กรรมนี้เช่นกัน)
นอกเหนือจากความอับอายแล้ว มันยังมีความเสี่ยงอื่นๆ ที่เกิดจากการยืมเงินจากครอบครัวและเพื่อน นั่นก็คือการหยิบยืมเงินแบบนี้นั้นเป็นการหยิบยืมแบบไม่เป็นทางการ และอาจจะเกิดความเข้าใจผิดที่ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นได้ในภายหลัง เช่น คุณอาจจะคิดว่าเงินที่ได้มานั้นเป็นหนี้ และคุณต้องใช้เงินคืนให้กับญาติ (หรือ เพื่อน) ของคุณ แต่ผู้ให้เงินคุณ อาจจะคิดว่าเขาน่าจะได้เป็นหุ้นส่วนร่วมธุรกิจของคุณ (ความเข้าใจของการมีส่วนรวมไม่ตรงกัน)
และที่น่าเศร้าที่สุดก็คือ เงินมักทำให้คนเราเปลี่ยนไป และส่วนมากมักจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในทางไม่ดี ผู้คนที่ยินดีจะช่วยเหลือคุณอย่างจริงใจในตอนแรก และไม่ต้องการ ”สิ่งตอบแทน” ใด ๆ เพิ่มเติม อาจจะเริ่มถูกผลประโยชน์เย้ายวนใจให้เรียกร้องถึงผลตอบแทน สำหรับสิ่งที่เขาลงทุนไป เมื่อสินค้าของคุณกำลังติดตลาด หรือเมื่อคุณร่ำรวยแล้ว
ถึงแม้ว่าเพื่อนหรือญาติของคุณจะไม่เรียกร้อง “สิ่งตอบแทน” เพิ่ม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นๆ จะคิดเหมือนกับเขา ตัวอย่างเช่น หากคุณยืมเงินญาติคุณมา แล้วญาติคุณเสียไปก่อนที่คุณจะได้คืนเงินก้อนนั้น คุณก็ต้องรับมือกับผู้รับสืบทอดมรดกของญาติคุณ ซึ่งเขาอาจจะเป็น 1) ญาติผู้โลภมากที่เห็นว่า พวกเขาควรจะได้ “สิ่งตอบแทน” กลับคืนเป็นหุ้นส่วนในธุรกิจของคุณ หรือ 2) ทนายที่จุดมุ่งหมายในชีวิตของเขาคือการรีดทรัพย์สินแทนเจ้าทุกข์ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เพื่อที่จะเพิ่มค่าตอบแทนของเขาสำหรับการดำเนินคดี หรือ ใครก็ตามที่เลวร้ายกว่า 2 ประเภทแรกทีกล่าวมา
หากคุณมีความจำเป็นที่จะต้องหยิบยืมเงินจากเพื่อนหรือครอบครัว คุณควรปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนกับที่ปฏิบัติกับนักลงทุนมืออาชีพทั่วไป และต่อไปนี้ คือ กฎเหล็ก 4 ประการที่คุณควรปฏิบัติต่อแหล่งทุนที่มาจากสายสัมพันธ์เหล่านั้น
1. ปฏิบัติกับพวกเขาเหมือนคนแปลกหน้า ลืมไปซะว่าเขาเป็นเพื่อน หรือ ญาติของคุณ ยืนยันที่จะต้องมีสัญญาเหมือนดั่งที่คุณต้องเตรียมไว้สำหรับนักลงทุนแปลกหน้า และถ้าเป็นการกู้ยืมเงิน คุณต้องให้ทนายเตรียมหนังสือสัญญาใช้เงิน (I.O.U หรือ Promissory note) สำหรับพวกเขา และต้องเสนออัตราดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่าความเป็นจริง
2. การเป็นหนี้นั้นดีกว่าการให้ผู้อื่นมีความเป็นเจ้าของในธุรกิจของคุณ หากคุณยืมเงินใครมา คุณเพียงแต่ต้องคืนเงินเขาพร้อมกับดอกเบี้ย เขาไม่สามารถมาบังคับคุณว่าต้องทำธุรกิจอย่างไร แต่ถ้าเขาถือหุ้นในบริษัทของคุณ เท่ากับว่าโดยกฎหมายเขาเป็นหุ้นส่วน เพราะฉะนั้นเมื่อมีปัญหา ทำให้มันเป็นหนี้ซะแล้วจ่ายเงินคืนเขาให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
3. ผูกรายจ่ายทั้งหมดกับกระแสเงินสด ให้หลีกเลี่ยงกำหนดการชำระเงินแบบตายตัว เช่น เดือนละ 20,000 บาท แต่ให้ใช้การจ่ายเป็นอัตราส่วนร้อยละของกระแสเงินสดแทนจนกว่าผู้ให้ยืมเงินจะได้เงินต้นพร้อมดอกเบี้ยทั้งหมดคืน หรือ ได้ผลตอบแทนครบตามข้อตกลง
4. หากเขายืนยันที่จะขอเป็นหุ้นส่วน ให้ขายหุ้นให้เขา แต่ให้เป็นหุ้นแบบไม่มีสิทธิออกเสียงในการดำเนินธุรกิจ เพื่อป้องกันความขัดแย้งจากการเข้ามาแทรกแซงในการตัดสินใจดำเนินธุรกิจ
|