|
โดย กองบรรณาธิการ
คนส่วนใหญ่ยังติดอยู่กับความเชื่อที่ว่า “ต้องใช้เงินต่อเงิน” ในแล้วเป็นจริงแล้วไม่จำเป็นเลย คนหลายคนเลือกใช้เงินทุนเป็นข้ออ้างในการที่จะไม่เริ่มต้นธุรกิจ (หรือแม้แต่จะคิด) อันที่จริงแล้วพวกเขากลัวกันไปเองทั้งสิ้น มีหลายธุรกิจที่ผู้ประกอบการเริ่มต้นธุรกิจของเขาด้วยเงินไม่กี่หมื่นบาท แต่ก็ก็สามารถสร้างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้
เงินไม่ใช่สิ่งหายาก แต่ความคิดต่างหากที่เป็นตัวปิดกั้นเงินไม่ให้หลั่งไหลมาสู่คุณ เรามาลองดู 6 วิธีในการหาเม็ดเงินเข้าสู่ธุรกิจของคุณกัน
1. พิจารณาแหล่งทุนใกล้ตัวก่อน
ที่แรกที่คุณจะมองหาเงินทุนได้ก็คือ ตัวคุณเอง จะว่าไปแล้วก็มีอยู่หลายช่องทางมาก เช่น บัญชีเงินเก็บเพื่อการลงทุนของคุณเอง การขายทรัพย์สินบางอย่างที่ไม่ใช้งานแล้ว การเอาทรัพย์สินไปจำนอง (ที่นิยมมากก็คือ บ้าน ที่ดิน รถยนต์ เป็นต้น) หมุนเงินสดจากบัตรเครดิตที่มีโปรโมชั่นดอกเบี้ยต่ำๆ หรือถอนจากวงเงินสดพร้อมใช้ เหล่านี้ล้วนเป็นหนทางเบื้องต้นในการหาเงินลงทุนทั้งสิ้น
2. การใช้เงินทุนคู่ค้า
มีหลายๆ ธุรกิจที่ลูกค้าจะต้องจ่ายเงินล่วงหน้ามาก่อนที่จะได้รับสินค้าหรือบริการในอนาคต (Pre-Paid) ซึ่งเราก็สามารถเอาเงินส่วนนั้นมาใช้เป็นเงินหมุนเวียนเริ่มต้นในกิจการได้ เช่น ในธุรกิจก่อสร้าง ถ้าเราต้องการซ่อมแซมหรือดัดแปลงบ้านใหม่ เราต้องจ่ายเงินล่วงหน้าบางส่วนให้กับผู้รับเหมาก่อนจะเริ่มต้นงาน และทยอยจ่ายเพิ่มเติมตามความคืบหน้าของงาน (แล้วแต่เงื่อนไขที่ตกลงกันตอนทำสัญญา) ซึ่งคุณสามารถเอาไอเดียนี้ไปประยุกต์ใช้สำหรับธุรกิจของคุณได้เช่นกัน
3. มองหาจากเพื่อนๆ หรือครอบครัว
ถึงแม้ว่าเราจะสามารถเจรจาต่อรองจนสามารถใช้แหล่งเงินทุนจากคู่ค้าได้มากแค่ไหนก็ตาม ธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นก็ยังจำเป็นต้องใช้เงินสดหมุนเวียนมากกว่านั้นอยู่ดี ซึ่งอีกแหล่งเงินทุนหนึ่งที่มีความน่าสนใจมากก็คือ จากเพื่อนและครอบครัวของคุณเอง เพราะไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยหรือระยะเวลาการใช้คืนเงินต้น ก็คงจะน่าสนใจกว่าข้อเสนอที่ได้รับสถาบันการเงินอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ดีหากคุณจำเป็นต้องกู้ยืมเงินจากเพื่อนหรือคนในครอบครัว ก็ควรทำสัญญากู้ยืมไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเลยจะดีกว่า และถ้าเป็นไปได้อาจจะเพิ่มเติมข้อสัญญาให้สามารถเปลี่ยนหนี้ดังกล่าวเป็นหุ้นทุนในบริษัทของคุณได้ในอนาคต หากบริษัทประสบความสำเร็จมียอดขายตามเป้าก็เป็นได้
4. มองหาจากผู้ส่งมอบ
ผู้ขายสินค้าให้คุณมักจะเสนอให้เครดิตเทอมแก่คุณ ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็เป็นอีกรูปแบบของการให้กู้ยืมเงินนั่นเอง และผู้ขายก็มักจะพร้อมขยายเครดิตให้คุณมากกว่าเจ้าหนี้ประเภทอื่นๆอยู่แล้ว อย่างไรก็ดีควรพิจารณาเงื่อนไขอื่นประกอบด้วย เช่น ผู้ส่งมอบบางรายอาจจะขยายเครดิตเทอมให้คุณ ในขณะเดียวกันก็อาจขยับเพิ่มราคาจำหน่ายขึ้นไปด้วย ซึ่งตรงนี้เป็นเงื่อนไขที่คุณต้องพินิจพิเคราะห์ให้ดี
5. อย่าลืมสิทธิประโยชน์จากผู้เช่าทรัพย์สิน
ธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นควรเริ่มจากที่บ้านเป็นหลัก เพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนที่ไม่จำเป็น อาทิ ค่าเช่า เป็นต้น แต่ในบางธุรกิจ เช่น ธุรกิจค้าปลีก หน้าร้านและทำเลเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งนั่นคงเป็นไปได้ยากที่คุณจะใช้บ้านของตัวเองเป็นสถานที่ประกอบธุรกิจ (ถ้าทำเลไม่ดีจริง) และทำให้คุณหลีกเลี่ยงค่าเช่าอย่างหนีไม่พ้น
อย่างไรก็ดี มีบ่อยครั้งเหมือนกันที่เจ้าของทรัพย์สินให้เช่าหลายแห่งมักจะให้ระยะเวลาปลอดชำระค่าเช่า 1-3 เดือนในช่วงเริ่มต้น หรืออาจจะตกแต่งสถานที่ให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เนื่องจากพวกเขาคาดหวังว่าคุณจะเป็นผู้เช่าระยะยาวและจ่ายค่าเช่าให้พวกเขาตลอดไป ทั้งนี้ทั้งนั้นสิทธิประโยชน์เหล่านี้ขึ้นกับความสามารถในการเจรจาต่อรองของคุณด้วย
6. ดำเนินการไปสักพัก แล้วค่อยคิดถึงธนาคาร
ธนาคารชอบทำธุรกิจกับธุรกิจใหม่ๆ ที่มีการดำเนินธุรกิจไปบ้างแล้วและเริ่มมีความต้องการวงเงินสินเชื่อระยะสั้น ซึ่งขั้นตอนก็มักจะเริ่มต้นจากการให้วงเงินสินเชื่อระยะสั้น จากนั้นเมื่อบริษัทใช้คืนวงเงินดังกล่าวและสร้างความไว้วางใจให้กับธนาคารเพิ่มมากขึ้น ธนาคารก็จะขยับวงเงินที่ให้กู้สูงขึ้น ระยะเวลาผ่อนชำระนานขึ้น รวมไปถึงเงื่อนไขอื่นๆ ที่ดีขึ้นด้วย
ดังนั้น ในช่วงเริ่มต้นคุณควรดูแลสถานะกิจการ และหมั่นตรวจตราตัวเลขทางการเงินให้ดี เพราะสิ่งเหล่านี้จะสร้างเครดิตให้คุณ เพื่อนำเงินของธนาคารมาใช้หมุนเวียนและสร้างความเติบโตให้กับธุรกิจของคุณต่อไป
*****
บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทบิสคอนส์ พับลิชชิ่ง จำกัด หากผู้ใดต้องการจะนำไปเผยแพร่ โปรดแสดงบทความทั้งหมด โดยที่ไม่มีการแก้ไขส่วนใดส่วนหนึ่งของบทความ และโปรดทำลิ้งค์เชื่อมโยงแสดงที่มาของบทความนี้ด้วย
ขอบคุณค่ะ
*****
|