|
โดย คุณเพชร ปฏิยุทธ
?
ผมเชื่อว่า การที่คนเรามีจุดมุ่งหมายที่จะทำอะไรสักอย่างให้บรรลุผลสำเร็จได้นั้น?วิธีการที่ดีวิธีหนึ่งก็คือ การศึกษาแนวทางจากผู้ที่ประสบความสำเร็จในด้านนั้นๆ มาก่อน ขอย้ำว่าควรศึกษาจากผู้ที่สำเร็จมาก่อน?ไม่ใช่จากผู้ที่อ้างตนว่าเป็นผู้รู้?เพราะผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้นั้นอาจจะรู้เพียงอย่างเดียว?แต่ไม่เคยลงมือปฏิบัติมาก่อนเลยก็ได้?
ดังนั้นการศึกษาจากผู้ที่มีผลงานอันเป็นที่ประจักษ์แล้วย่อมดีกว่า?เนื่องจากเชื่อได้ว่าเป็นผู้ที่ทั้งรู้และผ่านการลงมือปฏิบัติตามความรู้ที่มีอยู่ให้เกิดผลด้วย
ถ้าท่านเป็นคนที่รักกีฬาเทนนิส และอยากพัฒนาฝีมือของท่านให้เก่งกาจ จนสามารถไปแข่งขันกับผู้อื่นได้ ท่านอาจจะเลือกศึกษาจากความสำเร็จของ ?ภราดร? เนื่องจากภราดรนั้นเติบโตและอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงกับท่านมากกว่า ?โรเจอร์ เฟดเดอเรอร์? ที่ถึงแม้จะเก่งกว่าแต่ก็อยู่ในสภาวะเงื่อนไขที่แตกต่างกับท่านมากกว่า ?
และถ้าท่านอยากจะศึกษาและเอาดีทางด้านธุรกิจ ท่านอาจจะเลือกศึกษาจาก บิล เกตส์ แทนที่จะเป็น โดนัล ทรัมป์ อาจจะเพราะว่าท่านชอบลักษณะการใช้ชีวิตตลอดจนการดำเนินธุรกิจของบิล เกตส์ มากกว่าและสนใจในธุรกิจไฮเทคมากกว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะบอกว่า การที่เราจะเลือกศึกษาจากผู้ประสบความสำเร็จคนใดนั้นไม่มีคำว่าคนหนึ่งต้องดีกว่าอีกคนนึง แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะความชอบของท่าน และเป้าหมายที่ท่านคาดหวังไว้ว่าต้องการจะให้ชีวิตของท่านเป็นไปในทิศทางใดมากกว่า?
เมื่อเราศึกษาชีวิตของบุคคลที่เราต้องการจะประสบความสำเร็จอย่างเขาบ้างแล้ว บางครั้งเราอาจจะพบว่ามันอาจมีอะไรซ่อนอยู่ โดยที่ก่อนหน้านี้เราไม่ได้คาดคิดหรือคาดหวังมาก่อน และเมื่อเวลาผ่านไปแล้วกลับพบว่าสิ่งดีๆ ที่เขียนขึ้นเกี่ยวกับแบบอย่างของเราหรือบุคคลที่เราประทับใจ อาจแตกต่างกับการกระทำของตัวตนที่แท้จริงโดยสิ้นเชิง เราอาจจะเลิกชอบและไม่ศึกษาบุคคลผู้นั้นอีกต่อไป ในทางกลับกันสำหรับคนที่ได้ศึกษาแล้วพบว่ายิ่งศึกษาก็ยิ่งได้พบข้อดีของผู้ที่เขายังคงรักษาความดีและการกระทำอย่างต่อเนื่อง ทำให้ยิ่งเลื่อมใสศรัทธา อาจทำให้เกิดความลุ่มหลงและคลั่งไคล้ได้ เราอาจจะจำได้ถึงถ้อยคำที่เขาแถลงไว้ ทราบถึงวันเกิด สถานที่โปรด อาหารที่ชอบ ข้อมูลลูกๆ และภรรยา ตลอดจนทราบไปถึงว่าขนคิ้วของเขาข้างไหนหนากว่ากัน และเป็นที่แน่นอนว่าการคลั่งไคล้ต่อตัวบุคคลสามารถส่งผลกระทบต่อวิธีคิด และการดำเนินชีวิตของผู้ที่ศึกษาไม่มากก็น้อย สำหรับหลายๆ คนแล้ว ผู้ที่เขาชื่นชอบนั้นเปรียบได้ดั่งฮีโร่ในดวงใจ หรืออาจจะเป็นเทพเจ้าไปเลยก็ได้?
เมื่อไม่นานมานี้ (26 มิถุนายน 2006) วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งได้รั้งตำแหน่งอภิมหาเศรษฐีอันดับ 2 ของโลก ด้วยทรัพย์สินที่มีการประเมินจากนิตยสารฟอร์บว่า เขามีทรัพย์สินทั้งหมด 44 พันล้านดอลลาร์ ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า เขาจะบริจาคทรัพย์สินที่เขามีอยู่เป็นจำนวน 37 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 85% ของทรัพย์สินทั้งหมดที่เขามีอยู่ นิตยสารฟอร์บได้ทำการประเมินว่าเงินจำนวนนี้นั้นสามารถซื้อสิ่งต่างๆ ได้ดังต่อไปนี้??
- รถสปอร์ต ซาลีน S7 มูลค่าคันละ 0.56 ล้านดอลลาร์ จำนวน 66,000 คัน
-?คฤหาสน์ที่แพงที่สุดในโลกราคา 128 ล้านดอลลาร์ จำนวน 289 แห่ง
-?งบประมาณประจำปีทางการทหารของประเทศเยอรมัน มูลค่า 35 พันล้านดอลลาร์
-?งบประมาณทางด้านการสาธารณสุขของประเทศนามิเบีย 50 ปี มูลค่า 730 ล้านดอลลาร์/ปี
คงเป็นที่ฉงนสนเท่ห์ยิ่งนักสำหรับคนที่ไม่เคยรู้จักวอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งได้รับฉายาต่างๆ มากมายที่สื่อมวลชนตั้งให้ ไม่ว่าจะเป็นฟอเรสต์ กัมป์ ของตลาดหุ้น พ่อค้าคนซื่อแห่งโอมาฮา นายทุนขี้ตืด วิลล์ โรเจอร์ แห่งโลกงานการ หรือฉายาที่ผมคิดว่าเหมาะสมที่สุดซึ่งก็คือ เทพเจ้าแห่งโอมาฮา คนคนนี้เป็นใครมาจากไหน และทำไมต้องทำเรื่องเช่นนี้ด้วย และคำถามต่างๆ ก็จะตามมาอีกมากมายไม่รู้จบ?
สำหรับผมแล้วถ้าถามถึงคนที่ประสบความสำเร็จ และน่านับถือที่สุดในเรื่องของการลงทุนชื่อแรกที่ผมนึกได้ก็คือ ?วอร์เรน บัฟเฟตต์? ซึ่งในอเมริกานั้นคงมีน้อยคนที่เมื่อเอ่ยถึงชื่อของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ แล้วจะไม่เป็นที่รู้จัก เขาผู้นี้ยังถูกจัดให้เป็นบุรุษผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดในโลกธุรกิจ ที่จัดอันดับโดยนิตยสารฟอร์จูนอีกด้วย แต่เชื่อว่าสำหรับคนไทยถ้าพูดถึงชาวต่างชาติที่เป็นที่รู้จักในแวดวงการเงิน คงหนีไม่พ้นจอร์จ โซรอส ที่มีชื่อเสียงมาจากการที่เข้ามาทำกำไรจากค่าเงินบาทของเรา??
ถือเป็นโอกาสอันดีที่ผมจะได้พูดถึง ฮีโร่ทางการเงินของผม ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสำหรับวัยรุ่นทั้งหลายที่กำลังศึกษาในเรื่องของการลงทุนทั้งที่ยังศึกษาอยู่ และที่กำลังคิดว่าจะเริ่มในเร็ววันนี้หรือได้เริ่มไปแล้วก็ตาม ซึ่งแนวทางในการประสบความสำเร็จของเขานั้นสามารถเลียนแบบได้โดยง่ายและไม่ซับซ้อน ดั่งที่จอร์จ โซรอส ได้กล่าวถึงเรื่องนี้อย่างติดตลกว่าคนที่มีไอคิวเกินระดับของคนปัญญาอ่อนก็สามารถทำได้แล้ว เพียงแต่ที่ทำไม่ได้นั้นเป็นเพราะต้องอาศัยความสามารถในทางอารมณ์มากกว่าเท่านั้น และนอกจากนี้การดำเนินชีวิตของบัฟเฟตต์ยังมีความพอเพียงอันเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์อีกด้วย แบบอย่างทั้งหลายนี้เชื่อว่าน่าจะเป็นแบบอย่างที่ดียิ่งให้แก่วัยรุ่นทั้งหลายในยุคปัจจุบันนี้?
ผมขอยกตัวอย่างของหนังสือเล่มแรกที่ทำให้ผมได้รู้จักกับวอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งเป็นหนังสือแปล ของ ศ.ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ชื่อหนังสือคือ ?วาทะของ วอร์เรน บัฟเฟตต์? ในส่วนของคำนำผู้แปลนั้น มีการบอกเล่าเรื่องราวของบัฟเฟตต์ไว้ดังนี้?
?วอร์เรน บัฟเฟตต์ ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ ในประวัติกล่าวว่า เขาเป็นเพื่อนต่างวัยกับ บิล เกตส์ บัฟเฟตต์เป็นนักลงทุนชาวอเมริกันที่ประสบความสำเร็จมากคนหนึ่ง เขาเคยติดอันดับ 1 ใน 10 ของคนที่มีทรัพย์สินมากที่สุดในอเมริกา (เคยอยู่อันดับหนึ่ง) เขาเป็นบุคคลที่มีคมวาทะชวนฟัง มีมุมมอง ข้อคิดที่ลึกซึ้ง เรื่องของเขานั้นหากมองหรืออ่านโดยผิวเผินอาจดูเหมือนว่าเขาสามารถประสบความสำเร็จได้อย่างง่ายๆ ดูเหมือนไม่เหนื่อยแรง แต่ถ้ามองลึกลงไปจะพบว่าเขามีลักษณะที่สำคัญและน่าสนใจยิ่ง ซึ่งผมเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นแหละที่นำเขาสู่ความสำเร็จที่แท้จริง ชีวิตของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้บรรจุเอาลักษณะที่สำคัญๆ ที่สอดคล้องกับหนังสือที่ผมเขียนไว้หลายอย่าง เช่น ความซื่อสัตย์ ความขยันขันแข็ง การทำทุกอย่างอย่างดีเลิศด้วยความตั้งใจจริง ความกล้าหาญ การเป็นคนที่เรียนรู้ตลอดชีวิต นอกจากนี้ ยังมีความมัธยัสถ์ และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมอีกด้วย ซึ่งผู้อ่านสามารถพบเห็นลักษณะเหล่านี้ได้ ตลอดระยะเวลาที่อ่านหนังสือเล่มนี้ และแม้อ่านแล้วเราไม่สามารถเป็นนักลงทุนที่ร่ำรวยได้รวดเร็วเหมือนดังที่บัฟเฟตต์ได้กระทำ หรือเป็นได้ไม่เท่าที่บัฟเฟตต์เป็น แต่ก็สามารถเรียนรู้และนำเอาหลักการของเขามาประยุกต์ใช้ในชีวิตของเราได้??????????
อ้างอิง
-หนังสือแปล ของ ศ.ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ชื่อหนังสือคือ ?วาทะของ วอร์เรน บัฟเฟตต์?
-หนังสือ ลงทุนอย่าง...วอร์เรน บัฟเฟตต์ โดย พรชัย รัตนนนทชัยสุข
-หนังสือการ์ตูน Warren Buffett โดย Ayano Morio
*****
บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทบิสคอนส์ พับลิชชิ่ง จำกัด หากผู้ใดต้องการจะนำไปเผยแพร่ โปรดแสดงบทความทั้งหมด โดยที่ไม่มีการแก้ไขส่วนใดส่วนหนึ่งของบทความ และโปรดทำลิ้งค์เชื่อมโยงแสดงที่มาของบทความนี้ด้วย
ขอบคุณค่ะ
*****
|