|
โดย Harmony
เรื่องที่ผมจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ อาจเป็นเรื่องการลงทุนเล็กๆ ของคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร แต่มันก็เป็นบทเรียนที่สำคัญ ที่นำไปสู่การลงทุนที่มีความสุขในปัจจุบัน
ผมเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่งย่านสำโรง ดูแลงานด้านโลจิสติกส์ ผมทำงานประจำมานาน มีเงินเก็บกับเขาบ้างเล็กน้อย ก็จะนำไปฝากสะสมไว้ในสหกรณ์ออมทรัพย์ของบริษัท ซึ่งให้ผลตอบแทน 8 ? 10% ต่อปีโดยประมาณ มีครั้งหนึ่งเพื่อนรุ่นพี่ที่ทำงานในบริษัทเดียวกัน มาพูดคุยและเล่าให้ผมฟังถึงผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นซึ่งน่าสนใจมาก เพราะตัวเองนั้นได้รับผลตอบแทนในอัตราที่ผมได้แบบวันต่อวัน
พี่ท่านนี้มีตำแหน่งหน้าที่การงานดี และเป็นที่เชื่อถือของคนในบริษัท ผมจึงสนใจที่จะเรียนรู้เรื่องราวการลงทุนนี้กับพี่เขา ยอมรับว่าตอนนั้นอยากได้ผลตอบแทนที่สูงจนมักง่าย เรียนลัด ผมสอบถามพี่เขาว่าลงทุนอย่างไร? และลงทุนตัวไหน? พี่เขาก็ใจดีให้ข้อมูล
ไม่รอช้า ผมตัดสินใจถอนเงินในสหกรณ์ออมทรัพย์ออกครึ่งหนึ่ง ประมาณ 300,000 บาท ลงทุนตัวเดียวโดดๆ ตามพี่เขาไป (เป็นหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์) ทันทีที่ลงเงินไป ผมเปลี่ยนเป็นคนละคนจากเดิม รู้สึกว่าตัวเองอยากอยู่หน้าจอคอมพ์ตลอดเวลา คอยดูการขึ้นลงของราคา แล้วก็นั่งตกใจไม่ว่าจะขาขึ้นหรือขาลง เพราะเวลาขึ้น (นิดหน่อย) ก็อยากจะขาย แต่ก็ไม่กล้า พอเวลาลง (เยอะ) ใจสั่นเลยครับ แต่ไม่กล้าทำอะไรยิ่งกว่าตอนราคาขึ้นอีก
เป็นอย่างนี้ทุกวัน จนผมเริ่มเสียสมาธิในการทำงานเพราะมัวแต่วุ่นวายกับกระดานหุ้น วันหนึ่งราคาหุ้นตกลงไปมาก ผมร้อนใจ ตรงไปหาพี่ที่ทำงาน (คนที่แนะนำ) ถึงตึกของเขา ปรากฏว่าเขากำลังนั่งกินกาแฟและดูเหมือนไม่ร้อนใจอะไร ผมสอบถามพี่เขาว่าทราบเรื่องหุ้นหรือเปล่า พี่เขายิ้มแล้วบอกว่าทราบ
ผมสอบถามพี่เขาว่า ต้องขายหรือไม่? พี่เขาบอกว่าไม่ต้อง มันเป็นสถานการณ์ชั่วคราว บริษัทเขาไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย ผมกลับมานั่งที่หน้าคอมพิวเตอร์ นั่งคิดกับตัวเองว่าเก็บเงินมาตลอดชีวิต ไม่เคยคิดว่าต้องมาเสียหายแบบนี้ (ตอนนั้นหุ้นลงไปร่วม 10%) ผมตัดสินใจไม่เชื่อพี่เขา ยอมเทขายเพื่อเอาเงินคืน
และอย่างที่ทุกคนทราบกัน บริษัทของเขาไม่ได้มีปัญหาอะไร และเป็นสภาวะชั่วคราวจริงๆ ผมเสียเงินไปร่วม 30,000 บาท แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ผมไม่รู้จะโทษใครดีนอกจากตัวเอง ผมทุกข์ใจมากและตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไม่ลงทุนอีก
จนวันหนึ่ง เพื่อนผมชวนไปงานสัมมนาการลงทุนงานหนึ่ง ที่จริงแล้วเขาลากไป เพราะผมไม่สนใจจะเสี่ยงกับการลงทุนอีกแล้ว กิจกรรมที่ไปวันนั้นมีผู้คนมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ (ร่วม 80 คนเห็นจะได้) ผมได้เล่นเกมกับเพื่อนๆ อีก 4 คน ทุกคนดูสนุกสนานกันหมด มีแต่ผมที่เฉยๆ ไม่ลงทุนอะไร ได้เงินมาก็เก็บไว้เรื่อยๆ จบเกมวันนั้น ผมดูเหมือนจะแพ้คนทั้งโต๊ะ แต่ผมไม่สนใจ
ท้ายการสัมมนา มีการสรุปความรู้กัน ผมอยากกลับบ้านมาก แต่ต้องรอเพื่อนมัน เห็นมันสนุกและอยากมีส่วนรวมกับการสัมมนาจนจบ พวกเขาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกัน ผมก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง แต่เหมือนชีวิตจะโชคดีกับเขาบ้าง ผมได้ยินคำพูดคำหนึ่ง (ต้องขอโทษด้วยครับ ที่จำชื่อผู้พูดไม่ได้)
?โลกนี้ไม่มีหรอก High Risk, High Return มีแต่ High Understanding, High Return? จำได้ว่าผมไม่ได้สนใจฟังอะไรอีกเลยหลังจากนั้น ผมได้แต่นั่งคิดถึงคำๆ นี้
จริงอย่างที่เขาว่า ผมลงทุนโดยหวังผลตอบแทนที่สูง ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย แท้ที่จริงแล้วความเสี่ยงไม่ใช่การลงทุน หรือหุ้นหรอก ความเสี่ยงก็คือ ผมที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยนั่นแหละ
จบงานผมเดินตามเพื่อนไปพูดคุยกับพี่ที่คุมเกมในโต๊ะผม เล็งอยู่นานก่อนจะตัดสินใจถามคำถามโง่ๆ ออกไปว่า ?ถ้าผมต้องการเรียนเรื่องการลงทุนผมต้องทำอย่างไร?? พี่ท่านนั้นให้คำตอบกลับมาพร้อมด้วยรอยยิ้ม และไม่มีทีท่าที่จะดูแคลนคำถามของผมเลย
กลับมาทำงานเช้าวันจันทร์ ผมเปิดเว็บไซต์ TSI (www.tsi-thailand.org) แล้วสมัครเรียนทุกคอร์สที่สมัครได้ อันที่จริงแล้วคอร์สของ TSI นั้นไม่ได้เป็นคอร์สพิเศษอะไรเลย แต่ต้องยอมรับว่ามันเป็นพื้นฐานที่ต้องรู้ก่อนเริ่มลงทุน จากนั้นผมหาหนังสือการลงทุนมาอ่านเพิ่มเติม ซึ่งคอร์สของ TSI ช่วยให้อ่านหนังสือได้ง่ายขึ้นมาก (หมายเหตุ: TSI หรือ Thailand Securities Institute หมายถึง สถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน)
ผ่านไปสองเดือน ผมกลับเข้าตลาดหุ้นอีกครั้ง หยอดเงินเล็กน้อย 5,000 บาท เป็นค่าลงทะเบียนเรียนรอบใหม่ แม้จะมีความรู้บ้างแล้ว แต่ผมก็ยังตื่นเต้นเหมือนเดิม ซื้อโง่ๆ และขายโง่ๆ อีกหลายครั้ง ต่างกันที่คราวนี้ผมได้เรียนรู้ครับ ผมขาดทุนไป 2,000 บาท (40%) แต่ได้บทเรียนเรื่องของจิตวิทยาการลงทุน การสร้างแผนการลงทุน การทำความเข้าใจกับธุรกิจที่จะลงทุน ซึ่งทั้งหมดนี้ ผมเสียเงินค่าเรียนแค่ 2,000 บาท ซึ่งนับว่าคุ้มมาก เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การได้เห็นได้รู้จักตัวเอง ซึ่งนั่นผมคิดว่าสำคัญกว่าการรู้จักเครื่องมือลงทุนเสียอีก
ปัจจุบัน ผมลงทุนในหุ้น 4 ตัว ใน 4 ธุรกิจ ไม่ต้องนั่งเฝ้ากระดานหุ้นทุกวัน ได้ผลตอบแทนทั้งจากหุ้น และเงินปันผลสหกรณ์ เวลาที่เหลือก็เอาไปตั้งหน้าตั้งตาทำงาน มีความสุขๆ มากครับ
ผมเอาแนวคิด High Understanding, High Return มาใช้กับงานประจำด้วย เพราะแต่ก่อนผมจะสนใจแต่งานที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น แต่ปัจจุบันผมศึกษางานของเพื่อนๆ แผนกอื่นที่มาเกี่ยวข้องกับงานของเราด้วย ซึ่งการเข้าใจผู้อื่นก็ยิ่งทำให้เราทำงานทุกวันด้วยความสุข
เงินหนึ่งร้อยบาท แลกกับประโยคทองที่เปลี่ยนชีวิตในวันนั้น มันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม ขอบคุณกิจกรรมชมรมดีดี และพี่ที่คุมเกมวันนั้น ผมขอโทษจริง ๆ ที่จำชื่อพี่ไม่ได้ รู้แต่ว่าพี่เสียสละเวลาลงมาจากเชียงใหม่ เพื่อมาสอนคนในชมรมเล่นเกม ผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า พี่ทำอย่างนั้นเพื่ออะไร? และพี่ได้อะไร? แต่ก็ต้องขอบคุณพี่มากครับ
High Understanding, High Return ผมจะจำมันไว้ตลอดชีวิตครับ?
*****
บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทบิสคอนส์ พับลิชชิ่ง จำกัด หากผู้ใดต้องการจะนำไปเผยแพร่ โปรดแสดงบทความทั้งหมด โดยที่ไม่มีการแก้ไขส่วนใดส่วนหนึ่งของบทความ และโปรดทำลิ้งค์เชื่อมโยงแสดงที่มาของบทความนี้ด้วย
ขอบคุณค่ะ
*****
|